Posts Tagged With: รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย

รำลึกรัฐประหาร 24 มิ.ย.2475 ความกล้าที่น่าเสียดาย

ผู้กล้า24มิ.ย.2475

ส่วนหนึ่งของประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย

ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 แสดงนัยว่า เหตุจูงใจที่ทำให้เกิดรัฐประหาร 24 มิถุนายน 2475 เริ่มจากความไม่พอใจสะสมตกทอดต่อๆกันมายาวนานในบรรดาเจ้าหน้าทีรัฐส่วนที่มาจากสามัญชน  ในเรื่องความไม่เป็นธรรมในการบริหารงานบุคคล เพราะมีการใช้ระบบอุปถัมภ์โดยไม่คำนึงถึงความรู้ความสามารถของบุคลากร ให้ความสำคัญกับเชื้อพระวงศ์มากกว่าสามัญชน ซึ่งคณะราษฎรมองว่า มีผลต่อการทำงานโดยไม่ฟังเสียงประชาชน เกิดคอร์รัปชั่นรูปแบบต่างๆ ขาดความเสมอภาค ผู้มีเชื้อพระวงศ์มีสิทธิพิเศษมากกว่าประชาชนทั่วไป เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างมาก โดยคณะราษฎรเชื่อว่า ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากระบอบการปกครองโดยบุคคลคนเดียวอยู่เหนือกฎหมาย  หรือบุคคลคนเดียวใช้อำนาจสูงสุดเด็ดขาด

 

คณะราษฎรเห็นความจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้เสนอนโยบาย 6 ประการ สรุปได้ 3 ด้านดังนี้

1.ด้านความมั่นคง ได้แก่ ให้ประเทศมีเอกราชทั้งในด้านการเมือง การศาล การเศรษฐกิจ ฯลฯ รวมทั้งความปลอดภัยภายในประเทศด้วยการลดการประทุษร้ายลงให้มาก

2.ด้านเศรษฐกิจสังคม ได้แก่ ให้ประชาชนทุกคนมีงานทำด้วยการใช้โครงการเศรษฐกิจ และให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่

3.ด้านความเป็นคน ได้แก่ ให้ประชาชนมีความเสมอภาค เสรีภาพ อิสระภาพ

 

ในขณะเดียวกัน คณะราษฎรเห็นว่าจะต้องปกครองบ้านเมืองโดยมีสภา เพื่อจะได้มีหลายคนช่วยกันคิด การดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหาของประเทศจึงจะบรรลุผล

 

ส่วนประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรได้กราบบังคมทูลขอร้องอดีตในหลวงรัชกาลที่ 7 มาดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศตามเดิม เพียงแต่ต้องยอมรับฐานะนั้นภายใต้รัฐธรรมนูญ หากไม่ทรงยอมรับหรือไม่ตอบมาภายในกำหนด คณะราษฎรก็จะจัดการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยมีสามัญชนเป็นประมุข มาจากการเลือกตั้งของสภาผู้แทนราษฎร

 

นั่นคือการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ จากบุคคลคนเดียวใช้อำนาจสูงสุดเด็ดขาดเป็นหลัก มาใช้กฎหมายสูงสุดเป็นหลัก ซึ่งเรียกว่ารัฐธรรมนูญ หมายความว่า ประชาชนทุกคนรวมถึงพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ หรือเป็นผู้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนั่นเอง เรียกว่าการปกครองโดยหลักของกฎหมาย ไม่ใช่การปกครองโดยตัวบุคคลเป็นหลักดังเก่าก่อน

 

สำหรับตัวแบบของรัฐธรรมนูญนั้น ความคิดของคณะราษฎรในประกาศดังกล่าว แสดงนัยว่ามีสองแบบ ได้แก่ รัฐธรรมนูญแบบกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ กับรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย โดยจะใช้แบบใดคณะราษฎรให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินพระทัยของอดีตในหลวงรัชกาลที่ 7 ก่อน

 

เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงตัดสินพระทัยยอมรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ จึงได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในท้ายร่างรัฐธรรมนูญ ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยตั้งแต่ 27 มิถุนายน 2475

 

ด้วยเหตุที่พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ปรากฎท้ายเนื้อความแห่งรัฐธรรมนูญ จึงแสดงถึงความรับผิดชอบของพระองค์ในฐานะประมุขตามหลักการของรัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งมีคุณค่ามหาศาลต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ เพราะแม้เป็นรัฐธรรมนูญแบบกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่เป็นฉบับแรกและฉบับเดียวที่แสดงหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยชัดเจนของคณะราษฎรครบถ้วน แม้จะยังขาดหลักประกัน เพราะประชาชนยังไม่ได้เลือกตั้งผู้ทำหน้าที่แทน ก็เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มต้น

 

นอกจากนั้น คณะราษฎรได้วางหลักการอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีความสับสนในมุมมองเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย(Sovereignty)ดังเช่นคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีผู้เข้าใจว่าอำนาจอธิปไตยแบ่งเป็นสามส่วน ได้แก่ อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ซึ่งโดยหลักสากลถือเป็นเพียงอำนาจหน้าที่(authority) ด้านต่างๆเท่านั้น ไม่มีอำนาจอธิปไตยในด้านต่างๆเลย เนื่องจากแบ่งแยกไม่ได้ จึงต้องเป็นหนึ่งเสมอ เพราะเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นสังคมการเมืองหรือรัฐหรือประเทศ และในสังคมการเมืองประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดต้องอยู่กับประชาชนเท่านั้น เพราะประชาชนก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นรัฐด้วย ส่วนประมุขรัฐ คณะรัฐมนตรี สภา และศาล ต่างก็เป็นองค์ประกอบของรัฐบาลในความหมายกว้าง ซึ่งในความหมายนี้ รัฐบาลเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นรัฐเช่นกัน การให้อำนาจอธิปไตยตกอยู่ในมือรัฐบาลโดยประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ความเดือดร้อนย่อมตกแก่ประชาชน ดังประสบการณ์ของคณะราษฎรเอง ซึ่งปรากฎในประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 เป็นตัวอย่าง

 

ดังนั้น หลักการพื้นฐานที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญฉบับแรก มาตรา 1 และ 2 คืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน บุคคลและคณะบุคคลผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน ได้แก่ พระมหากษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร(คณะรัฐมนตรี) และศาล จึงหมายความว่า ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจอธิปไตย(sovereignty) หรืออำนาจอธิปไตยอยู่กับประชาชนโดยตลอด เนื่องจากผู้ใช้อำนาจแทนนั้น เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่เฉพาะด้าน ( authority ) ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด  ซึ่งไม่ใช่อำนาจสูงสุดด้านต่างๆ เพราะพระมหากษัตริย์ สภา คณะรัฐมนตรี และศาลต้องใช้อำนาจหน้าที่ในลักษณะตรวจสอบ(check)ซึ่งกันและกัน อันเป็นการตรวจสอบภายในรัฐบาลในความหมายกว้าง จึงไม่มีบุคคลหรือคณะบุคคลใดมีอำนาจเหนือกว่ากัน หรืออีกนัยหนึ่งมีความสำคัญเชิงอำนาจหน้าที่เท่าเทียมกันนั่นเอง ในขณะเดียวกัน ไม่มีบุคคลหรือคณะบุคคลใดมีอำนาจสูงกว่าอำนาจสูงสุดซึ่งเป็นของประชาชน เนื่องจากประชาชนต้องตรวจสอบบุคคลและคณะบุคคลดังกล่าวได้หมด เพราะเป็นการตรวจสอบจากภายนอกหรือโดยประชาชน เพื่อให้การใช้อำนาจของบุคคลและคณะบุคคลเหล่านั้นเที่ยงตรงตามอำนาจหน้าที่ของตน หรือเพื่อให้เกิดความสมดุล(balance) ทั้งนี้ เพื่อมุ่งไปสู่การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคและความเป็นคนของประชาชน  คล้ายๆกับประชาชนทำหน้าที่เป็นหางนกหรือหางเสือเรือใบ ซึ่งโดยปรกตินกใช้หางเพื่อให้เกิดสมดุล(balance)หรือความพอเหมาะพอดีกันของการทำหน้าที่ของส่วนอื่นๆของตัวนก เพื่อประโยชน์ในการบินไปในทิศทางที่มันต้องการ  ส่วนเรือใบไร้หางเสือไม่ได้ ก็ทำนองเดียวกัน ใครไม่เข้าใจการบินของนก ให้ลองไปเล่นเรือใบ ก็จะเข้าใจ check and balance  และเข้าใจการบินของนกเป็นของแถม

 

เพราะฉะนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน จึงไม่ได้หมายความว่าประชาชนเป็นเจ้าของแต่เพียงในนาม หรือขอเพียงเรียกชื่อว่าประชาธิปไตย แต่อำนาจอธิปไตยต้องอยู่กับประชาชนด้วย จึงจะเรียกว่าประชาธิปไตยที่แท้จริง การแยกอำนาจอธิปไตยให้ห่างออกไปจากประชาชน จึงเท่ากับไม่ต้องการให้มีการใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการอย่างสมดุล แต่ต้องการให้มีการใช้อำนาจกันอย่างไร้ทิศทางหรือตามอำเภอใจได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคและความเป็นคนของประชาชนอย่างแน่นอน ยิ่งมีการสั่งสอนว่าอำนาจที่เขียนไว้โดยย่อนั้นหมายถึงอำนาจอธิปไตย ผลตามมาจึงเกิดกรณี เช่น ตุลาการบางศาลแก้ไขรัฐธรรมนูญเองบ้าง บัญญัติกฎหมายใช้เองบ้าง โดยไม่พึ่งรัฐสภา เมื่อประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยทักท้วง ก็มีคนออกมาบอกว่าทำได้ เพราะศาลใช้อำนาจอธิปไตย แสดงว่า เขามองว่าอำนาจอธิปไตยได้หลุดลอยไปจากประชาชนแล้วนั่นเอง  

 

จึงมีข้อสังเกตว่า สำหรับความในรัฐธรรมนูญฉบับแรกในส่วนอารัมภกถา ซึ่งระบุว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญก็ดี และความในมาตรา 1 กับมาตรา 2 ดังกล่าวมาแล้วก็ดี เป็นการนำหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยสากลมาปรับใช้กับประเทศไทยอย่างสมเหตุสมผลแก่กรณีที่ประมุขของประเทศเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยก็ได้ หากได้รับการแก้ไขปรับปรุงด้านหลักประกันในการใช้อำนาจแทนประชาชน โดยให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ให้มีตุลาการซึ่งอาจมาจากประชาชนในบางส่วน หรืออาจกำหนดให้ตุลาการที่ดำรงตำแหน่งอยู่แล้วแสดงตัวตามวงรอบ8หรือ10ปี เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบและยืนยันการให้อยู่ทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่ โดยทำพร้อมกับการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร หรืออาจจะกำหนดให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางความคิดทางการเมืองของประชาชนจะไปถึงระดับใด

 

อนึ่ง ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับแรกใช้ชั่วคราว มีหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยเพียบ และอาจนำมาแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัยได้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 จนถึงฉบับปัจจุบัน(2550)นั้น ไม่ชัดเจนในหลักการเช่นนั้นเลย เพราะไม่ว่าจะระบุว่าอำนาจอธิปไตยมาจากประชาชนหรือเป็นของประชาชน แต่เป็นเพียงในนามเท่านั้น เพราะประชาชนไม่อาจใช้อำนาจของตนได้เลย   ในขณะเดียวกัน พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยโดยไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่า ทรงใช้แทนประชาชนดังเช่นรัฐธรรมนูญฉบับแรก  ส่วนผู้ที่จะเป็นตุลาการต้องได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าๆแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ตัดสินคดีในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์เท่านั้น โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นการใช้อำนาจแทนประชาชนด้วยดังเช่นในรัฐธรรมนูญฉบับแรกเช่นกัน การพัฒนาระบบตุลาการให้ส่วนหนึ่งมาจากประชาชนและยอมรับการตรวจสอบของประชาชนจึงไม่ง่าย

 

นอกจากนั้น แม้ผู้แทนราษฎรจะได้รับเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นประธานหรือรองประธานหรือนายกรัฐมนตรี ก็ต้องได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าๆแต่งตั้งก่อน จึงจะดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ได้  พนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่รัฐระดับอธิบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไป นายทหารตำรวจชั้นนายพลก็ทำนองเดียวกัน แม้เป็นไปโดยมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการฯ แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจและเกียรติยศของบุคคลและคณะบุคคลผู้มีบทบาทสำคัญในการปกครองประเทศเหมือนเดิม รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ถึงฉบับปัจจุบัน(2550)จึงเป็นรัฐธรรมนูญแบบอ้างพระมหากษัตริย์ ซึ่งแม้เพื่อการทำตามอำนาจหน้าที่ให้บรรลุผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศ แต่กลับไม่มีหลักประกันสำหรับป้องกันไม่ให้เกิดการอ้างสถาบันฯเพื่อประโยชน์ส่วนตนในรูปแบบต่างๆอย่างเนียนๆ และผลประโยชน์ทางการเมือง

 

ด้วยเหตุดังกล่าว การรำลึกถึงรัฐประหาร 24 มิถุนายน 2475 และคณะราษฎร จึงสมควรกล่าวถึง(1)ความกล้าหาญ เพราะกล้าเสียงชีวิตลงมือก่อการ ซึ่งหากใจไม่ถึงจริงๆแม้จะมีความรู้สูงส่งถึงไหนก็ทำใจไม่ได้ (2)การนำหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยสากลมาปรับใช้ได้อย่างสมเหตุสมผล อีกทั้งอาจนำไปแก้ไขเพิ่มเติมโดยเพิ่มหลักประกันการใช้อำนาจแทนประชาชนได้ แต่หลักการนี้ปรากฎในเวลาสั้นมากไป(24 มิถุนายน ถึง 9 ธันวาคม 2475) เหมือนกำลังนอนหลับฝันเพลินสนุกต้องสะดุ้งตื่น  ย่อมรู้สึกเสียดายบ้างเป็นธรรมดา

 

อย่างไรก็ดี แม้ยุคปัจจุบันนี้ มีการศึกษาเรื่องราวของคณะราษฎรอย่างกว้างขวางและเจาะลึก อีกทั้งนำเข้าสู่การรับรู้ของผู้คนจำนวนมากแล้ว ทั้งในและต่างประเทศ แต่จะมีสักกี่รายที่พอจะมองเห็นคล้ายคลึงกันได้บ้างว่า เสียดายความกล้าหาญของคณะราษฎรในการทำรัฐประหารเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 จริงๆ พร้อมๆกับเสียดายความคิด จิตวิญญาณ และปณิธานของพวกเขา ซึ่งได้จากไปพร้อมกับรัฐธรรมนูญฉบับแรกนั้นเอง โดยจะมีวันกลับคืนมาได้บ้างหรือไม่ ตอบไม่ได้จริงๆครับ

 

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์…….ผู้เขียน  

Categories: การเมือง | Tags: , , , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

จับตาการร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ตอนที่ 4 (ทฤษฎีเก่ามุขเดิม)

กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ซึ่งไม่อาจเรียกรัฐธรรมนูญ2555ได้ต่อไปแล้ว เนื่องจากเลยเวลาแล้วยังไม่เริ่มร่าง โดยมีเหตุต้องเลื่อนลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน) 2550วาระสามเพื่อตั้งสมาชิกสภาร่างรธน (สสร) โดยไม่มีกำหนด เริ่มจากกรณีศาลรธนมีคำสั่งรับคำร้องของผู้ต่อต้านการทำรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย และมีคำสั่งให้เลื่อนไปโดยไม่ชอบด้วยรธน2550มาตรา68 ต่อมามีคำวินิจฉัยโดยไม่ชอบด้วยรธนมาตราเดียวกันเมื่อศุกร์ที่13ก.ค.2555 เป็นเหตุให้รัฐสภาโดยเสียงข้างมากและรัฐบาลวิตกกังวล เพราะกลัวว่า

              (1) หากไม่ทำประชามติก่อนโหวตวาระสามจะขัดแย้งกับคำแนะนำของตุลาการศาลรธนศุกร์ที่13ก.ค.2555 ข้อนี้เห็นชัดเจนว่า คำแนะนำของตุลาการดังกล่าวรับฟังได้แต่เพียงว่า การสถาปนารธนประชาธิปไตยเป็นอำนาจของประชาชน เพราะเป็นหลักการอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อผู้แทนปวงชนชาวไทยส่วนใหญ่ในรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีสสรเพื่อยกร่างรธนทั้งฉบับ ก็ต้องถือว่าประชาชนเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญส่วนที่แก้ไขนั้น

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติหากปรากฎว่าเสียงของผู้แทนปวงชนฝ่ายเห็นชอบกับไม่เห็นชอบเท่ากันในการโหวตวาระสาม ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือขัดแย้งกันจนไม่อาจโหวตได้สำเร็จ นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภาจึงควรปรึกษากันเพื่อถามประชามติ แต่ตุลาการศาลรธนแนะนำให้ถามประชามติก่อนโดยยังไม่ปรากฎเหตุดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยรธนมาตรา165 จึงไม่จำเป็นต้องจัดให้มีการออกเสียงเพื่อยุติปัญหาใดๆ ขืนทำไปก็ว่างเปล่า เสียทั้งงบประมาณ และอาจบั่นทอนเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล เพราะการทำในสิ่งที่ไม่ควรและไม่จำเป็นต้องทำ

          (2) อาจแพ้โหวตในวาระสาม ซึ่งข้อนี้ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะต้องเชื่อใจว่าผู้ที่ยกมือให้มาแล้วถึงสองวาระยังมีความเป็นมนุษย์เหมือนเดิม ยกเว้นเห็นกับตาว่าส่วนใหญ่ได้กลายร่างเป็นจระเข้ดำน้ำหนีไปแล้วจริงๆ

             (3) แม้โหวตผ่านวาระสามตั้งสสรสำเร็จ ร่างรธนฉบับใหม่เรียบร้อย แต่อาจไม่ผ่านประชามติ เพราะต้องมีเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติเห็นด้วยกับร่างรธนนั้นตามรธนมาตรา165 ไม่ใช่เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิในวันลงประชามติ

แม้โดยหลักร่างรธนที่ผู้แทนปวงชนในรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ย่อมถือว่าประชาชนได้ใช้อำนาจอธิปไตยสถาปนารัฐธรรมนูญของตนแล้ว การให้ถามประชามติร่างรธนทั้งฉบับจึงเป็นความปรารถนาดีของผู้เสนอร่างแก้ไขตั้งแต่ต้น ที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าร่างรธนเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทุกคน โดยไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดให้สิทธิพิเศษแก่คนหนึ่งคนใดหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ ไม่ว่าโดยเนื้อหาถาวรหรือในบทเฉพาะกาล

ส่วนรัฐบาลมีหน้าที่ทำประชาสัมพันธ์แสดงเหตุผลให้ประชาชนเข้าใจประโยชน์นั้นอย่างแจ่มแจ้ง เปรียบเทียบกับประโยชน์และพิษภัยของรธน2550 ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนไม่น้อยได้รับรู้ไปบ้างแล้ว พร้อมกับเชิญชวนและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงทุกคน ออกไปใช้สิทธิให้ได้ประมาณร้อยละแปดสิบห้าขึ้นไป ซึ่งอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนเป็นทุนอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว

อีกทั้งรัฐบาลสามารถระดมเจ้าหน้าที่ประจำและเครื่องมือทุกอย่างให้เป็นประโยชน์แก่งานนี้ได้อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ภายใต้หลักเคารพสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคและความเป็นอิสระในการตัดสินใจของประชาชน งานนี้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรส่วนท้องถิ่นทุกระดับ รวมทั้งภาคเอกชนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม คงต้องเหนื่อยกันพอสมควรทีเดียว โดยเจ้าภาพหลักของงานนี้เห็นทีไม่พ้นกระทรวงมหาดไทย  

              (4) หากผ่านการลงประชามติไปได้ แต่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย ก็กลัวว่าคะแนนเสียงยืนยันร่างรธนฉบับใหม่ไม่ถึงสองในสามตามรธน2550มาตรา151 ข้อนี้แม้ดูน่ากลัว แต่จริงๆไม่น่ากลัวเลย เนื่องจากผ่านประชามติแล้วถือว่าประชาชนได้สถาปนารัฐธรรมนูญของตนแล้ว ตรงกับความเห็นของตุลาการศาลรธนศุกร์ที่13ก.ค.2555 พระมหากษัตริย์ย่อมจะทรงเห็นสมควรยอมรับสถานะแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ด้วยการทรงลงพระปรมาภิไธยเพื่อประกาศใช้ต่อไป ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งในหลวงรัชกาลที่7ก็ทรงถือหลักการนี้ตั้งแต่24มิถุนายน2475 อีกทั้งย่อมเป็นไปได้ที่จะได้รับคะแนนเสียงยืนยันท้วมท้นเกินสองในสาม เพราะสมาชิกรัฐสภาส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง และแม้แต่ส่วนที่มาจากการสรรหา จะปฏิเสธเสียงประชามติได้อย่างไร ยกเว้นผู้ที่ชอบให้ตนเองถูกด่าถูกประณามเพื่อเป็นข่าวไว้ก่อนแล้วแก้ตัวที่หลังเพื่อเพิ่มความดัง ซึ่งเป็นกรณีผิดปรกติมากๆ หากจะมีก็คงไม่กี่ราย

            (5) กลัวมือที่มองไม่เห็น โดยอ้างว่าเข้าไปสอดแทรกบงการอยู่ในพรรคการเมืองบางพรรค กลุ่มการเมืองภาคประชาชนบางกลุ่ม องค์กรอิสระและไม่อิสระ ข้อนี้จะว่าเป็นความกลัวที่เหลวไหลไร้สาระอย่างสิ้นเชิงทีเดียวคงไม่ได้ จะต้องดูเป็นรายกรณีและรายบุคคลที่แสดงพฤติกรรมหวาดกลัวด้วย

อย่างไรก็ดี มีข้อน่าสังเกตว่า แม้มองไม่เห็น แต่มีหลายคนอ้างว่ารู้ว่าใครเป็นเจ้าของมือ เพียงแต่บอกไม่ได้ บางคนว่าถึงตายก็บอกไม่ได้ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยจินตนาการตรงกันบ้าง ต่างกันบ้าง แล้วก็หวาดกลัวกัน เหมือนคนกลัวผี ซึ่งน่าเห็นใจ เพราะคนทุกชาติทุกภาษาล้วนกลัวผีกันทั้งนั้น กลัวมาตั้งแต่เริ่มมีสังคมมนุษย์ปรากฎบนโลกแล้ว คนจำนวนน้อยจึงใช้ความกลัวนี้สยบคนส่วนใหญ่ให้อยู่ใต้ปกครองของตน ดังนั้นทฤษฎีเก่าแก่ที่สุดคู่กับสังคมมนุษย์ และยังมีอิทธิฤทธิ์อย่างมากจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศที่ปกครองโดยระบอบเผด็จการก็คือทฤษฎีผีนี่เอง หรือจะเรียกว่าลัทธินิยมผีก็ได้ แล้วแต่มุมมอง

ทฤษฎีผีมีเนื้อหาสำคัญคือ อ้างสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงแล้วอธิบายให้เห็นว่ามีอยู่จริง และผลของการอธิบายนี้ทำให้ผู้ฟังกลัว เกรง ถึงขนาดยอมเชื่อฟังคำสั่ง คำสอน คำแนะนำ และทำตาม หากไม่เชื่อฟังก็จะถูกผีชนิดต่างๆ ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์เฉพาะเรื่องลงโทษให้ได้รับความเดือดร้อน หรือไม่ก็แนะนำให้ไปคิดเอาเองว่าเป็นผีชนิดใดจะมาลงโทษ เมื่อไม่รู้ชนิดผีชัดเจนความกลัวย่อมสูงขึ้นเป็นธรรมดา ผีจึงมีสารพัดชนิด มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไปแล้วแต่จะพรรณนา ขึ้นอยู่กับจินตนาการของแต่ละชนชาติและภาษาของผู้พรรณนา มีการตั้งชื่อเรียกขานกันต่างๆนานา ผีที่มีอิทธิฤทธิ์สูง อธิบายยากเกรงว่าผู้คนไม่เข้าใจ ก็ทำเครื่องหมายเป็นสัญลักษณ์หรือวาดรูปหรือใช้วัสดุปั้นขึ้นมา ทฤษฎีผีจึงเป็นเครื่องมือทางการเมืองการปกครองและเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมมากมายหลากหลายตั้งแต่อดีตถึงปัจจับัน ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เพียงแต่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ก้าวพ้นไปหมดแล้ว โดยทฤษฎีนี้สดุดหยุดอยู่และลดบทบาทลงเป็นลำดับ

ส่วนประเทศด้อยพัฒนาหรือเรียกให้แลดูดีมานานแล้วว่าประเทศกำลังพัฒนานั้น แม้เวลาผ่านไปหลายสิบปียังเรียกว่าประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ เพราะยังมีคนจำนวนน้อยที่ลุ่มหลงลัทธิเผด็จการ โงหัวไม่ขึ้น กับพวกที่จำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์ของตน นำทฤษฎีผีไปพัฒนาใช้อย่างกว้างขวาง เช่น

กุเรื่องขึ้นมาแล้วนำไปแจ้งความกล่าวโทษหรือฟ้องร้อง เป็นที่เดือดร้อนแก่คู่กรณี กุเรื่องขึ้นมาเพื่อให้คู่แข่งทางการเมืองลงจากเวทีไปเช่น ต้องหลบไปอยู่ประเทศอื่นหรือติดคุกนานๆ กุเรื่องขึ้นมาหลอกให้เข้าเกณฑ์นำอาวุธร้ายแรงออกมาใช้ เพื่อให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและผู้สนับสนุนมีโอกาสถูกฆ่าสูงขึ้น แม้บทบัญญัติต่างๆของรธนและกฎหมายรองลงไปบางเรื่องบางมาตราก็มีผีนอนเฝ้าอยู่ครบ คนทั่วไปแตะไม่ได้ ในที่สุดประเทศเหล่านั้นจึงถึงจุดเสื่อมไปตามๆกัน เพราะเดินช้ากว่าประเทศที่มีผีน้อยกว่า โดยทิ้งระยะห่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรกับนำเครื่องบินใบพัดปีกสองชั้นติดอาวุธขึ้นบินขับไล่เครื่องบินไอพ่น

อย่างไรก็ดี ความกลัวทำให้เสื่อม หากเป็นชาวบ้านจะมีพฤติกรรมไม่กล้าทำอะไร ในที่สุดก็ตัดสินใจอยู่ไปวันๆรอย้ายไปอยู่ป่าช้า ส่วนคนระดับชาติและระดับนานาชาติซึ่งมีเสียงประชาชนสนับสนุนให้บริหารประเทศ เพราะเห็นว่ามีนโยบายเป็นประโยชน์แก่ประชาชน โดยมีเป้าหมายชัดเจน เช่นจะดำเนินการให้มีสสรทำรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยในหนึ่งปีนับแต่เป็นรัฐบาล แต่กลับมีพฤติกรรมกล้าๆกลัวๆ ในที่สุดไม่เดินหน้าให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพียงเพราะเห็นว่าต้องเดินผ่านป่าช้า สมควรหรือ

พรชัย รัศมีแพทย์………ผู้เขียน

  

Categories: การเมือง | Tags: , , , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

80ปีประชาธิปไตยไม่เดินหน้า-เหตุในอดีต-ปัจจุบันและทางสู่อนาคต

เพราะอดีต คนไทยมีพฤติกรรมซ้ำซาก ได้แก่ ทหารทำรัฐประหาร ตุลาการรับลูก นักวิชาบริกรขยายผล ประชาชนคล้อยตาม ไม่ใช่หรือ

การทำรัฐประหารนั้นผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น มีการทำซ้ำหลายครั้ง พร้อมบังคับให้ยอมรับว่าชอบด้วยกฎหมาย ด้วยอำนาจนอกกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางกฎหมาย  กฎหรือหลักของกฎหมาย ตามที่เรียกเป็นสากลว่านิติธรรม

ในขณะเดียวกันศาลใช้ประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารตัดสินคดี อีกทั้งมีคำสอนแพร่หลายในระดับมหาวิทยาลัย ว่ารัฐประหารเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ประหนึ่งทฤษฎีการเมืองการปกครองของไทยโดยเฉพาะมาช้านาน ประชาชนจึงคล้อยตามอย่างกว้างขวาง

ดังจะเห็นว่า เมื่อเกิดวิกฤตทางการเมือง คนมีความรู้สูงๆหลายคนและประชาชนบางคนบางกลุ่มจะออกมาเรียกร้องรัฐประหาร และรัฐประหารที่ทำความเสียหายย่อยยับที่สุดให้แก่ประเทศไทย ลบสถิติความเสียหายอันเกิดจากรัฐประหารครั้งก่อนๆทุกครั้ง ก็เกิดขึ้นเมื่อ19กันยายน2549

ส่วนปัจจุบัน เกิดวิกฤตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถึงกับมีประชาชนจำนวนมากลงชื่อถอดถอนตุลาการส่วนใหญ่ของศาลนี้

โดยวิกฤตการเมืองในขณะนี้ ทหารไม่เห็นด้วยที่จะแก้ด้วยวิธีเดิม เพราะรู้ดีว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย แก้วิกฤตไม่ได้ แต่จะทำให้วิกฤตรุนแรงยิ่งขึ้น ความเสียหายจะใหญ่หลวงจนไม่อาจประเมินค่า และที่สำคัญคือเสียเกียรติภูมิของประเทศ

แต่ศาลรัฐธรรมนูญทำผิดรัฐธรรมนูญ2550มาตรา68เสียเอง ในขณะที่นักวิชาบริกรบางส่วนพยายามเปลี่ยนท่าทีเป็นนักวิชาการ ประชาชนจำนวนมากต่อต้านรัฐประหารและศาลรัฐธรรมนูญ แต่น่าเสียดายที่ศาลรัฐธรรมนูญยืนกระต่ายขาเดียว ไม่ยอมแก้ไขคำสั่งที่ให้รัฐสภาเลื่อนการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550วาระสาม เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติกฎหมายใช้เอง โดยไม่มีนิติธรรมเป็นรากฐานแม้แต่น้อย

แม้นักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ นักกฎหมาย และนักวิชาการสาขาอื่นๆจำนวนมาก ออกมาให้ความเห็นโต้แย้งในทิศทางเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่รับฟัง ทั้งๆที่รู้ว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษรสำหรับประเทศประชาธิปไตยนั้น ถือเป็นกฎหมายโดยประชาชนกับนักวิชาการ ในขณะที่กฎหมายจารีตประเพณีในประเทศประชาธิปไตยถือเป็นกฎหมายโดยประชาชนกับตุลาการ แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลับถือว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษรในประเทศไทยเป็นกฎหมายโดยตุลาการเท่านั้น ก็ถูกต้องแล้วที่ประชาชนคนไทยมีความเห็นตรงกันอย่างกว้างขวางว่า ไม่เคยมีประชาธิปไตยที่แท้จริงเลยในประเทศนี้

นอกจากนั้น ประชาชนจำนวนมหาศาลผู้สนใจการเมืองการปกครองก็มีความเข้าใจเรื่องนี้ ต่างออกมายืนยันว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ แทรกแซงอำนาจหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐสภาและรัฐบาล โดยบังเอิญไปเข้าทางฝ่ายต่อต้านการดำเนินไปสู่การสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยหรือไม่ เห็นชัดกันทั่วไปแล้ว การลงชื่อกันเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อถอดถอนตุลาการส่วนใหญ่ในศาลรัฐธรรมนูญจึงเกิดขึ้น

ในขณะเดียวกัน มีการคาดเดากันว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยตรงข้ามกับความจริง ทำให้คาดเดากันต่อไปว่าอาจเกิดปฏิวัติประชาชน (People’s Revolution) ขึ้นในประเทศไทย บ้านเมืองคงจะวุ่นวายเป็นแน่ แต่ถึงแม้จะวินิจฉัยตรงกับความจริง และการสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยดำเนินต่อไปได้ ก็สายเกินไปที่จะเรียกศรัทธาที่ประชาชนเคยมีต่อตุลาการกลับคืนมา เหมือนปลาหลายตัวในข้องเดียวกัน ตายเน่าตัวเดียว เอาออกไม่ทัน เหม็นทั้งข้อง ยังจะมีสักกี่คนเสี่ยงซื้อปลาที่เหลือ แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะประชาชนจะได้รู้จักหันหน้ามาพูดจาประนีประนอมและตกลงกันเองเพิ่มขึ้นบ้าง

ดังนั้นในอนาคตจึงมีความชัดเจนว่า การปฏิรูประบบตุลาการและกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ รวมถึงการปฏิรูประบบการศึกษาและการฝึกอบรมบุคลากรด้านกฎหมาย เพื่อขจัดวิธีคิดเยี่ยงศรีธนญชัยให้หมดไปจากแผ่นดินไทย ควบคู่ไปกับการสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่แท้จริงให้สำเร็จ ล้วนเป็นความจำเป็นเร่งด่วน หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีผลต่อคนไทยทุกคน ในการผนึกกำลังกันช่วยประเทศให้อยู่ในระดับแกนนำของอาเซียนให้ได้เป็นอย่างน้อย

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์…….ผู้เขียน

Categories: การเมือง | Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

วิกฤตล้างผลรัฐประหารและทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การลบล้างผลรัฐประหารและทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน และเป็นวิกฤตรุนแรงที่ไม่รู้จะจบเมื่อใดและจบอย่างไร

ที่จริงหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ผลของรัฐประหาร19กันยายน2549 ย่อมหมดไป เพราะรัฐธรรมนูญย่อมต้องระบุชัดเจนว่า ประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารไม่ใช่กฎหมาย ยังผลให้ผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการรัฐประหารทุกครั้งได้สิทธิต่างๆคืนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิในการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมปรกติ แต่หากไม่ระบุเช่นว่านั้น ความเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่แท้จริงย่อมไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ปัญหาสำคัญ คณะรัฐประหารที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องรับผิดต่อการกระทำของตนหรือไม่ ซึ่งบางคนก็ว่าไม่ต้องรับผิดใดๆ เพราะได้รับนิรโทษกรรมไปแล้ว บางคนก็ว่าต้องรับผิดมากมาย เนื่องจากมีผู้ที่ได้รับความเสียหายจากคดีที่ศาลใช้ประกาศและคำสั่งเหล่านั้นเป็นกฎหมายในการตัดสินคดี และมีผู้ได้รับประโยชน์จากประกาศและคำสั่งเหลานั้นต้องคืนผลประโยชน์ที่รับไป อาจมีการเรียกค่าเสียหายหรือต้องนำไปคืนกันถ้วนหน้า แต่กฎหมายย่อมไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษแก่ผู้ใด คงมีผลย้อนไปให้คุณประโยชน์เป็นหลัก

อย่างไรก็ดี กฎหมายว่าด้วยการปรองดองจะมีผลให้ประโยชน์แก่ผู้ถูกทำรัฐประหารด้วย ส่วนรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยย่อมให้ประโยชน์แก่ประชาชนทุกคน รวมทั้งผู้ถูกทำรัฐประหารเช่นกัน ฝ่ายที่ได้ประโยชน์จากรัฐประหารและรัฐธรรมนูญ2550เกรงว่าจะเสียประโยชน์ จึงรวมพลังทั้งในสภาและนอกสภาต่อต้านทั้งสองเรื่อง

แต่น่าเสียดายที่การต่อต้านมีโอกาสสำเร็จไม่มากนัก เพราะประชาชนรู้ทันและทหารไม่เอาด้วย

อนึ่ง มีข้อน่าสังเกตว่า ศาลรัฐธรรมนูญกระทำการรูปแบบเดียวกับรัฐประหาร กล่าวคือเริ่มจากเสี่ยงลงมือกระทำการผิดรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญกระทำการผิดรัฐธรรมนูญ2550มาตรา68วรรคสอง และจำนนด้วยข้อความที่ระบุเป็นภาษาไทย ซึ่งไม่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องขอโดยตรงจากผู้ทราบเรื่องการกระทำตามที่รัฐธรรมนูญ2550มาตรา68วรรคแรกบัญญัติห้าม โดยให้มีอำนาจรับคำร้องขอจากอัยการสูงสุดเท่านั้น ในขณะเดียวกัน มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านอ้างรัฐธรรมนูญฉบับภาษาอังกฤษ ว่ามีความชัดเจนกว่าฉบับภาษาไทย ในทำนองเป็นนัยว่า ฉบับภาษาอังกฤษให้อำนาจ และดูเป็นที่พอใจของฝ่ายเดียวกัน

เดิมคนทั่วไปมักจะเปรียบเทียบรัฐบาลเหมือนเรือลำใหญ่ เรียกว่ารัฐนาวา แต่ปัจจุบันฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล กลับมีสภาพไม่ต่างอะไรกับเรือสำราญไททานิคเผลอชนภูเขาน้ำแข็ง   เพราะรัฐบาลมีฐานมวลมหาประชาชนสนับสนุน เหมือนน้ำแข็งส่วนที่จมอยู่ใต้มหาสมุทร ซึ่งมีมวลมหาศาลหนุนส่วนที่พ้นน้ำคือรัฐบาล

ดังนั้น หากร่างกฎหมายว่าด้วยการปรองดองและการทำรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ไม่อาจสำเร็จโดยวิธีการผ่านรัฐสภาโดยตรง รัฐบาลก็อาจใช้วิธีการทางฝ่ายบริหารได้ เพราะความขัดแย้งเข้าข่ายวิกฤตแล้ว จำเป็นต้องแก้ไขด่วน โดยออกกฎหมายของฝ่ายบริหารก่อน คือตราพ.ร.ก.เชิญชวนประชาชนลงประชามติ โดยถามว่า รัฐบาลจะลบล้างผลรัฐประหาร19กันยายน2549และทำรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่แท้จริง เห็นด้วยหรือไม่ น่าจะเป็นวิธีแก้วิกฤตความขัดแย้งรุนแรงได้ เชื่อว่ารัฐบาลจะได้รับการสนับสนุนเช่นเคย

พรชัย รัศมีแพทย์…….ผู้เขียน

Categories: การเมือง | Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ความจริงกับการปรองดอง-กฎหมายช่วยได้จริงหรือ

โครงการสำคัญขนาดใหญ่หลายโครงการซึ่งรัฐบาลโดยผลการเลือกตั้งเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 กำลังผลักดันให้เดินหน้า กลายเป็นโครงการขนาดเล็กทันที เมื่อเทียบกับการสร้างความปรองดองของคนในชาติ เพราะอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่การค้นหาความจริงให้เจอ และไม่ได้อยู่ที่การออกกฎหมายว่าด้วยการปรองดองเพียงฉบับเดียวแล้วจบ

หลายคนคิดว่าการอภัยโทษหรือการนิรโทษกรรมในรูปกฎหมายว่าด้วยการปรองดอง จะทำให้เกิดความปรองดองขึ้นมาได้ และหลายคนยังคิดว่า หากเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ทางการเมืองพร้อมกันไปด้วย จะช่วยเสริมความปรองดองได้เร็วขึ้น ในขณะที่หลายคนเห็นว่า จะปรองดองสำเร็จได้อย่างไร หากความจริงยังไม่ปรากฎเลยว่า มีใครบ้างสมควรถูกลงโทษอันเนื่องจากความผิดพลาดในการสลายการชุมนุม เป็นเหตุให้ผู้ไปชุมนุมถูกฆ่าจำนวนมาก

แม้เริ่มต้นมีการเรียกร้องให้เยียวยาเป็นเงิน ซึ่งรัฐบาลก็ดำเนินการให้ แต่ในที่สุดมาติดขัดที่ข้อเรียกร้องให้ลงโทษผู้วินิจฉัยสั่งการสลายการชุมนุมในเหตุการณ์ 10 เมษายนและ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งยากมาก เพราะการใช้กระบวนการยุติธรรมนั้น หมายความว่าต้องลงโทษทั้งหมดตั้งแต่หัวแถวถึงหางแถว จึงต้องใช้เวลานานจนในที่สุดลงโทษใครไม่ได้เลย เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องทยอยตายไปเองตามธรรมชาติ ในขณะที่ความไม่ปรองดองยังเดินหน้า

อย่างไรก็ดี หากจะออกกฎหมายว่าด้วยการปรองดองโดยกำหนดเหตุการณ์นับย้อนตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถึง 19 พฤษภาคม 2553 โดยกำหนดลักษณะของการกระทำความผิดในเหตุการณ์นั้นๆ และให้มีผลนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวของทั้งหมดเป็นการทั่วไป ดังเช่นเคยทำมาแล้วหลายครั้ง ย่อมทำให้เกิดความระแวงว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ตนไม่ชอบ หากฝ่ายนี้มีมาก จริงๆความปรองดองก็เกิดยาก

ถ้าจะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์เดินทางไปลงทะเบียนได้โดยไม่ถูกจับกุม แต่ต้องระบุตำแหน่งหน้าที่หรือสถานะของตนในเหตุการณ์นั้นด้วย เช่น ถูกไต่สวนโดยองค์กรใด หรือเป็นผู้สั่งการ หรือเป็นพลซุ่มยิง ฯลฯ โดยให้มีผลเป็นการอภัยโทษหรือนิรโทษกรรม แล้วแต่กรณี ซึ่งแม้วิธีนี้จะทำให้ความจริงปรากฎได้เร็ว แต่ก็ต้องยอมรับว่า จะไม่มีใครที่มาลงทะเบียนแล้วถูกลงโทษ ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินต่อไปต่อผู้ที่ไม่มาลงทะเบียนภายในกำหนด เพราะหลายคนมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิด จะให้ยอมรับผิดชัดเจนเช่นนั้นได้อย่างไร จึงเป็นธรรมดาที่ความไม่ปรองดองต้องเดินหน้าต่อไป

ในต่างประเทศที่คนในชาติขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และประชาชนต่างกลุ่มต่างเผ่าต่างความเชื่อเกลียดชังกันมาก เจอกันเป็นต้องฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยม ต้องใช้เวลานานมากจึงปรองดองกันได้ นั่นไม่ใช่การหน่วงเวลาไว้เพื่อให้ผู้คนที่มีใจอำมหิตทยอยตายไปเองเสียก่อน แต่เป็นเพราะเขาต้องการใช้เวลาเป็นเสมือนจิตแพทย์รักษาใจของประชาชน ให้ค่อยๆลดความป่าเถื่อนและความอาฆาตพยาบาทลงตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตามเวลา นี่คือความจริงที่ประจักษ์อยู่แล้วในจิตของคน ซึ่งเป็นด้านลบ เขาจึงไม่พูดกันให้เสียแนวทางสู่ความปรองดอง เพราะแนวทางนี้ต้องมองทุกคนในด้านบวกเท่านั้น การค้นหาความจริงเพื่อเอาคนทำผิดมาลงโทษ จึงเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อรักษาใจประชาชน

ส่วนรูปธรรมคือการแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกติกาการเมืองการปกครองประเทศ เพื่อให้ทุกฝ่ายปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งย่อมมีผลให้ความโหดเหี้ยมป่าเถื่อนและอาฆาตพยาบาทลดลง สังคมที่ดีกว่าเจริญกว่าเดิมจึงเกิดขึ้น ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของสังคมการเมืองนั่นเอง ยกเว้นธรรมชาติเช่นว่านี้ถูกผู้มีอิทธิพลที่ได้ประโยชน์จากความล้าหลัง รั้งหน่วงหรือชลอไว้ เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ความขัดแย้งแตกแยกของผู้คนในสังคมจึงมีส่วนที่แตกต่างกันออกไป

สำหรับสังคมการเมืองประเทศไทย ภาพเหตุการณ์ที่ประชาชนถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมเกือบร้อยคน บาดเจ็บพิการและไม่พิการจำนวนนับพัน ประชาชนเหล่านั้นไม่ได้ไปเจอกันก็ฆ่ากัน แต่ไปชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาแล้วถูกฆ่า เหตุผลที่ไปชุมนุมเปรียบเทียบกับสภาพศพ ทำให้บรรดาญาตมิตร เพื่อนร่วมกิจกรรมทางการเมือง หรือแม้แต่ผู้คนทั่วไปรู้สึกสะเทือนใจสูงมาก จะให้ภาพความโหดร้ายอำมหิตนี้เลือนจางหายไปคงยาก เพราะต่างรู้สึกว่าทำเกินไปแล้ว และทนไม่ได้ที่จะเห็นการอภัยโทษหรือนิรโทษกรรมให้ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและทางอ้อมกับการสูญเสียชีวิตของเพื่อนร่วมอุดมการณ์  

แม้การใช้เงินเยียวยาจะช่วยผู้เสียหายเป็นรายบุคคลได้บ้างไม่มากก็น้อย และอาจมีบ้างที่พอจะทำใจได้แล้ว แต่การออกกฎหมายว่าด้วยการปรองดอง ซึ่งจะมีผลอภัยโทษหรือนิรโทษกรรมผู้ใช้อำนาจรัฐนั้น  มีมาแล้วหลายครั้งจนกลายเป็นนิติประเพณีของไทย แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถขจัดหรือแม้แต่จะลดความโหดเหี้ยมอำมหิตและเอาเปรียบประชาชนให้พ้นระบบงานภาครัฐได้เลยสักครั้ง แต่กลับโหดและเอาเปรียบเพิ่มขึ้นเพราะผลของรัฐธรรมนูญ2550  

ดังนั้น แม้ความจริงกับการปรองดองเป็นคู่กัน แต่ใครจะกล้ารับผิดและขอโทษเมื่อยังมีช่องทางต่อสู้ หรือเมื่อมีการค้นพบความจริงแล้ว ผู้มีหน้าที่โดยตรงจะกล้ารายงานความจริงนั้นอย่างชัดเจนตรงไปตรงมาหรือไม่ ยังกังขาอยู่  ในขณะที่ความโหดเหี้ยมอำมหิตกับการเอาเปรียบประชาชนของระบบงานภาครัฐทุกฝ่ายก็เป็นอีกคู่หนึ่ง ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ๆทั้งสิ้น เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมายจำนวนมากฉบับ ซึ่งไม่เป็นธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตย อีกทั้งพันธนาการคนไทยทุกคนมานานมากเกินไปแล้ว โดยรัฐธรรมนูญ2550ไม่มีผลปลดเปลี้องพันธนาการเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

จึงขอฟันธงว่า กฎหมายว่าด้วยการปรองดองฉบับเดียวไม่อาจช่วยให้เกิดความปรองดองที่แท้จริงและถาวร แต่น่าจะทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น หากในวันข้างหน้าปรากฎชัดเจนว่า ผู้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้ ล้วนเป็นผู้สมควรถูกลงโทษอย่างไม่น่าให้อภัยเลยจริงๆ

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังที่ความปรองดองที่แท้จริงและถาวรจะเกิดขึ้นได้บนผืนแผ่นดินไทย โดยไม่ต้องใช้เวลานานอย่างในต่างประเทศ ขอแต่เพียงประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่แท้จริง

พรชัย รัศมีแพทย์…….ผู้เขียน  

  

Categories: การเมือง | Tags: , , , , , | ใส่ความเห็น

ปัญหาผลไม้พิษ-การใช้หรือการตีความกฎหมาย

เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หมายความว่าเขาเหล่านั้นไม่อาจกระทำการใดๆถ้าไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับมอบอำนาจโดยกฎหมาย

แต่ประชาชนสามารถทำการสิ่งใดได้ตามความตั้งใจของตน หากไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของกฎหมาย หรือมีกฎหมายบัญญัติห้าม

เจ้าหน้าที่รัฐจึงต้องมีความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งหน้าที่ของตน และมีความเข้าใจรัฐธรรมนูญด้วย เพราะรัฐธรรมนูญมีสถานะสูงกว่ากฎหมายอื่นๆ

สถานะของรัฐธรรมนูญอยู่สูงกว่ากฎหมายอื่นเนื่องจาก (1) รัฐธรรมนูญเป็นที่มาของกฎหมายอื่นๆ  (2) วัตถุประสงค์และเนื้อหาของกฎหมายเหล่านั้นต้องอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ (3) กฎหมายเหล่านั้นต้องไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ หากมีความขัดแย้ง กฎหมายเหล่านั้นย่อมสิ้นสภาพบังคับ

นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของสยามประเทศ เจ้าหน้าที่รัฐในด้านต่างๆของประเทศนี้ไม่ได้มีความจริงจังในการตีความกฎหมายโดยการใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลัก เจ้าหน้าที่เหล่านั้นมักถือความคิดของตนเป็นสำคัญ ละเลยรัฐธรรมนูญในฐานะเป็นกรอบความคิดสำหรับการตีความกฎหมาย นี่เป็นคำตอบต่อคำถามที่ว่าเหตุใดจึงมีการตีความตามอำเภอใจ หรือมีการตีความโดยปราศจากทิศทางที่ถูกต้อง หรือมีความสับสนในการตีความ เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดผลกระทบในด้านลบต่อสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นมนุษย์ของประชาชน

แต่รัฐธรรมนูญที่เป็นหลักในการตีความกฎหมายก็ต้องเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยอย่างแท้จริงด้วย นั่นคือต้องมาจากอำนาจอธิปไตยของประชาชน และประชาชนเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญนั้น ผลของการตีความจึงจะไม่เป็นพิษภัยต่อประชาชน

นั่นคือรัฐธรรมนูญต้องไม่ใช่เป็นเสมือนต้นไม้พิษ เพราะผลของมันย่อมมีพิษไม่มากก็น้อย ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีใครแก้ไขได้ นอกจากถอนทิ้ง แล้วนำต้นไม้ที่กินได้มาปลูกแทน

พรชัย รัศมีแพทย์…….ผู้เขียน

Categories: การเมือง | Tags: , , , , , | ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com . The Adventure Journal Theme.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.