Posts Tagged With: รัฐธรรมนูญ2550มาตรา68

จับตาการร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ตอนที่ 4 (ทฤษฎีเก่ามุขเดิม)

กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ซึ่งไม่อาจเรียกรัฐธรรมนูญ2555ได้ต่อไปแล้ว เนื่องจากเลยเวลาแล้วยังไม่เริ่มร่าง โดยมีเหตุต้องเลื่อนลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน) 2550วาระสามเพื่อตั้งสมาชิกสภาร่างรธน (สสร) โดยไม่มีกำหนด เริ่มจากกรณีศาลรธนมีคำสั่งรับคำร้องของผู้ต่อต้านการทำรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย และมีคำสั่งให้เลื่อนไปโดยไม่ชอบด้วยรธน2550มาตรา68 ต่อมามีคำวินิจฉัยโดยไม่ชอบด้วยรธนมาตราเดียวกันเมื่อศุกร์ที่13ก.ค.2555 เป็นเหตุให้รัฐสภาโดยเสียงข้างมากและรัฐบาลวิตกกังวล เพราะกลัวว่า

              (1) หากไม่ทำประชามติก่อนโหวตวาระสามจะขัดแย้งกับคำแนะนำของตุลาการศาลรธนศุกร์ที่13ก.ค.2555 ข้อนี้เห็นชัดเจนว่า คำแนะนำของตุลาการดังกล่าวรับฟังได้แต่เพียงว่า การสถาปนารธนประชาธิปไตยเป็นอำนาจของประชาชน เพราะเป็นหลักการอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อผู้แทนปวงชนชาวไทยส่วนใหญ่ในรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีสสรเพื่อยกร่างรธนทั้งฉบับ ก็ต้องถือว่าประชาชนเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญส่วนที่แก้ไขนั้น

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติหากปรากฎว่าเสียงของผู้แทนปวงชนฝ่ายเห็นชอบกับไม่เห็นชอบเท่ากันในการโหวตวาระสาม ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือขัดแย้งกันจนไม่อาจโหวตได้สำเร็จ นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภาจึงควรปรึกษากันเพื่อถามประชามติ แต่ตุลาการศาลรธนแนะนำให้ถามประชามติก่อนโดยยังไม่ปรากฎเหตุดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยรธนมาตรา165 จึงไม่จำเป็นต้องจัดให้มีการออกเสียงเพื่อยุติปัญหาใดๆ ขืนทำไปก็ว่างเปล่า เสียทั้งงบประมาณ และอาจบั่นทอนเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล เพราะการทำในสิ่งที่ไม่ควรและไม่จำเป็นต้องทำ

          (2) อาจแพ้โหวตในวาระสาม ซึ่งข้อนี้ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะต้องเชื่อใจว่าผู้ที่ยกมือให้มาแล้วถึงสองวาระยังมีความเป็นมนุษย์เหมือนเดิม ยกเว้นเห็นกับตาว่าส่วนใหญ่ได้กลายร่างเป็นจระเข้ดำน้ำหนีไปแล้วจริงๆ

             (3) แม้โหวตผ่านวาระสามตั้งสสรสำเร็จ ร่างรธนฉบับใหม่เรียบร้อย แต่อาจไม่ผ่านประชามติ เพราะต้องมีเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติเห็นด้วยกับร่างรธนนั้นตามรธนมาตรา165 ไม่ใช่เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิในวันลงประชามติ

แม้โดยหลักร่างรธนที่ผู้แทนปวงชนในรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ย่อมถือว่าประชาชนได้ใช้อำนาจอธิปไตยสถาปนารัฐธรรมนูญของตนแล้ว การให้ถามประชามติร่างรธนทั้งฉบับจึงเป็นความปรารถนาดีของผู้เสนอร่างแก้ไขตั้งแต่ต้น ที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าร่างรธนเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทุกคน โดยไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดให้สิทธิพิเศษแก่คนหนึ่งคนใดหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ ไม่ว่าโดยเนื้อหาถาวรหรือในบทเฉพาะกาล

ส่วนรัฐบาลมีหน้าที่ทำประชาสัมพันธ์แสดงเหตุผลให้ประชาชนเข้าใจประโยชน์นั้นอย่างแจ่มแจ้ง เปรียบเทียบกับประโยชน์และพิษภัยของรธน2550 ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนไม่น้อยได้รับรู้ไปบ้างแล้ว พร้อมกับเชิญชวนและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงทุกคน ออกไปใช้สิทธิให้ได้ประมาณร้อยละแปดสิบห้าขึ้นไป ซึ่งอยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนเป็นทุนอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว

อีกทั้งรัฐบาลสามารถระดมเจ้าหน้าที่ประจำและเครื่องมือทุกอย่างให้เป็นประโยชน์แก่งานนี้ได้อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ภายใต้หลักเคารพสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคและความเป็นอิสระในการตัดสินใจของประชาชน งานนี้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรส่วนท้องถิ่นทุกระดับ รวมทั้งภาคเอกชนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม คงต้องเหนื่อยกันพอสมควรทีเดียว โดยเจ้าภาพหลักของงานนี้เห็นทีไม่พ้นกระทรวงมหาดไทย  

              (4) หากผ่านการลงประชามติไปได้ แต่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย ก็กลัวว่าคะแนนเสียงยืนยันร่างรธนฉบับใหม่ไม่ถึงสองในสามตามรธน2550มาตรา151 ข้อนี้แม้ดูน่ากลัว แต่จริงๆไม่น่ากลัวเลย เนื่องจากผ่านประชามติแล้วถือว่าประชาชนได้สถาปนารัฐธรรมนูญของตนแล้ว ตรงกับความเห็นของตุลาการศาลรธนศุกร์ที่13ก.ค.2555 พระมหากษัตริย์ย่อมจะทรงเห็นสมควรยอมรับสถานะแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ด้วยการทรงลงพระปรมาภิไธยเพื่อประกาศใช้ต่อไป ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งในหลวงรัชกาลที่7ก็ทรงถือหลักการนี้ตั้งแต่24มิถุนายน2475 อีกทั้งย่อมเป็นไปได้ที่จะได้รับคะแนนเสียงยืนยันท้วมท้นเกินสองในสาม เพราะสมาชิกรัฐสภาส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง และแม้แต่ส่วนที่มาจากการสรรหา จะปฏิเสธเสียงประชามติได้อย่างไร ยกเว้นผู้ที่ชอบให้ตนเองถูกด่าถูกประณามเพื่อเป็นข่าวไว้ก่อนแล้วแก้ตัวที่หลังเพื่อเพิ่มความดัง ซึ่งเป็นกรณีผิดปรกติมากๆ หากจะมีก็คงไม่กี่ราย

            (5) กลัวมือที่มองไม่เห็น โดยอ้างว่าเข้าไปสอดแทรกบงการอยู่ในพรรคการเมืองบางพรรค กลุ่มการเมืองภาคประชาชนบางกลุ่ม องค์กรอิสระและไม่อิสระ ข้อนี้จะว่าเป็นความกลัวที่เหลวไหลไร้สาระอย่างสิ้นเชิงทีเดียวคงไม่ได้ จะต้องดูเป็นรายกรณีและรายบุคคลที่แสดงพฤติกรรมหวาดกลัวด้วย

อย่างไรก็ดี มีข้อน่าสังเกตว่า แม้มองไม่เห็น แต่มีหลายคนอ้างว่ารู้ว่าใครเป็นเจ้าของมือ เพียงแต่บอกไม่ได้ บางคนว่าถึงตายก็บอกไม่ได้ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยจินตนาการตรงกันบ้าง ต่างกันบ้าง แล้วก็หวาดกลัวกัน เหมือนคนกลัวผี ซึ่งน่าเห็นใจ เพราะคนทุกชาติทุกภาษาล้วนกลัวผีกันทั้งนั้น กลัวมาตั้งแต่เริ่มมีสังคมมนุษย์ปรากฎบนโลกแล้ว คนจำนวนน้อยจึงใช้ความกลัวนี้สยบคนส่วนใหญ่ให้อยู่ใต้ปกครองของตน ดังนั้นทฤษฎีเก่าแก่ที่สุดคู่กับสังคมมนุษย์ และยังมีอิทธิฤทธิ์อย่างมากจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศที่ปกครองโดยระบอบเผด็จการก็คือทฤษฎีผีนี่เอง หรือจะเรียกว่าลัทธินิยมผีก็ได้ แล้วแต่มุมมอง

ทฤษฎีผีมีเนื้อหาสำคัญคือ อ้างสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงแล้วอธิบายให้เห็นว่ามีอยู่จริง และผลของการอธิบายนี้ทำให้ผู้ฟังกลัว เกรง ถึงขนาดยอมเชื่อฟังคำสั่ง คำสอน คำแนะนำ และทำตาม หากไม่เชื่อฟังก็จะถูกผีชนิดต่างๆ ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์เฉพาะเรื่องลงโทษให้ได้รับความเดือดร้อน หรือไม่ก็แนะนำให้ไปคิดเอาเองว่าเป็นผีชนิดใดจะมาลงโทษ เมื่อไม่รู้ชนิดผีชัดเจนความกลัวย่อมสูงขึ้นเป็นธรรมดา ผีจึงมีสารพัดชนิด มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไปแล้วแต่จะพรรณนา ขึ้นอยู่กับจินตนาการของแต่ละชนชาติและภาษาของผู้พรรณนา มีการตั้งชื่อเรียกขานกันต่างๆนานา ผีที่มีอิทธิฤทธิ์สูง อธิบายยากเกรงว่าผู้คนไม่เข้าใจ ก็ทำเครื่องหมายเป็นสัญลักษณ์หรือวาดรูปหรือใช้วัสดุปั้นขึ้นมา ทฤษฎีผีจึงเป็นเครื่องมือทางการเมืองการปกครองและเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมมากมายหลากหลายตั้งแต่อดีตถึงปัจจับัน ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เพียงแต่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ก้าวพ้นไปหมดแล้ว โดยทฤษฎีนี้สดุดหยุดอยู่และลดบทบาทลงเป็นลำดับ

ส่วนประเทศด้อยพัฒนาหรือเรียกให้แลดูดีมานานแล้วว่าประเทศกำลังพัฒนานั้น แม้เวลาผ่านไปหลายสิบปียังเรียกว่าประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ เพราะยังมีคนจำนวนน้อยที่ลุ่มหลงลัทธิเผด็จการ โงหัวไม่ขึ้น กับพวกที่จำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์ของตน นำทฤษฎีผีไปพัฒนาใช้อย่างกว้างขวาง เช่น

กุเรื่องขึ้นมาแล้วนำไปแจ้งความกล่าวโทษหรือฟ้องร้อง เป็นที่เดือดร้อนแก่คู่กรณี กุเรื่องขึ้นมาเพื่อให้คู่แข่งทางการเมืองลงจากเวทีไปเช่น ต้องหลบไปอยู่ประเทศอื่นหรือติดคุกนานๆ กุเรื่องขึ้นมาหลอกให้เข้าเกณฑ์นำอาวุธร้ายแรงออกมาใช้ เพื่อให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและผู้สนับสนุนมีโอกาสถูกฆ่าสูงขึ้น แม้บทบัญญัติต่างๆของรธนและกฎหมายรองลงไปบางเรื่องบางมาตราก็มีผีนอนเฝ้าอยู่ครบ คนทั่วไปแตะไม่ได้ ในที่สุดประเทศเหล่านั้นจึงถึงจุดเสื่อมไปตามๆกัน เพราะเดินช้ากว่าประเทศที่มีผีน้อยกว่า โดยทิ้งระยะห่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรกับนำเครื่องบินใบพัดปีกสองชั้นติดอาวุธขึ้นบินขับไล่เครื่องบินไอพ่น

อย่างไรก็ดี ความกลัวทำให้เสื่อม หากเป็นชาวบ้านจะมีพฤติกรรมไม่กล้าทำอะไร ในที่สุดก็ตัดสินใจอยู่ไปวันๆรอย้ายไปอยู่ป่าช้า ส่วนคนระดับชาติและระดับนานาชาติซึ่งมีเสียงประชาชนสนับสนุนให้บริหารประเทศ เพราะเห็นว่ามีนโยบายเป็นประโยชน์แก่ประชาชน โดยมีเป้าหมายชัดเจน เช่นจะดำเนินการให้มีสสรทำรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยในหนึ่งปีนับแต่เป็นรัฐบาล แต่กลับมีพฤติกรรมกล้าๆกลัวๆ ในที่สุดไม่เดินหน้าให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพียงเพราะเห็นว่าต้องเดินผ่านป่าช้า สมควรหรือ

พรชัย รัศมีแพทย์………ผู้เขียน

  

Categories: การเมือง | Tags: , , , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ศุกร์ที่13ก.ค.2555เผยสถานะทางกฎหมายคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ต้องทนอีกนานแค่ไหน

รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชน ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องตีความบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ2550มาตรา68วรรคสองตามหลักกฎหมายมหาชน นั่นคือต้องใช้รัฐธรรมนูญในขอบเขตของบทบัญญัติที่ให้อำนาจ  

การรับคำร้องโดยตรงจากผู้ร้อง ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้อำนาจ แม้ศาลมีเจตนาคุ้มครองสิทธิของผู้ร้อง ก็เป็นเพียงคุ้มครองสิทธิของบุคคลไม่กี่ราย ที่อาจเสียประโยชน์ส่วนบุคคลจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550ทั้งฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการสูญเสียตำแหน่งบางตำแหน่งที่ตนมีผลประโยชน์ประจำอยู่

ในขณะเดียวกันผู้ร้องจะแสดงเจตนารมณ์ใช้สิทธิของตนตามรัฐธรรมนูญในฐานะบุคคลก็ต้องปฏิบัติในขอบเขตที่รัฐธรรมนูญบัญญัติกำหนดไว้เช่นกัน เมื่อรัฐธรรมนูญ2550มาตรา68วรรคสองบัญญัติกำหนดให้ยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ผู้ร้องก็ต้องปฏิบัติตาม หากฝ่าฝืนโดยไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง แม้สิทธินั้นมีแต่ย่อมไม่มีผลทางกฎหมายบังคับให้ศาลต้องรับไว้พิจารณา

แต่คดีนี้ผู้ร้องไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ศาลรัฐธรรมนูญจึงชอบที่จะแจ้งให้ผู้ร้องนำเรื่องไปยื่นต่ออัยการสูงสุดก่อน โดยให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง และศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีอำนาจรับเรื่องจากผู้ร้องโดยตรง ซึ่งเป็นหลักสากลที่ทั้งผู้ร้องหรือผู้ฟ้องและศาลต้องมีอำนาจสอดคล้องต้องกันทั้งสองฝ่าย เพื่อให้คำวินิจฉัยของศาลมีผลทางกฎหมายบังคับคู่กรณีได้นั่นเอง

คดีนี้ทั้งสองฝ่ายกระทำการขัดหลักของกฎหมายหรือนิติธรรมในเรื่องอำนาจฟ้องและอำนาจรับคำฟ้อง โดยผู้ร้องเห็นว่าตนมีอำนาจยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงและศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าตนมีอำนาจรับเรื่องจากผู้ร้องโดยตรง โดยไม่ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากอัยการสูงสุดเสียก่อน ผลทางกฎหมายจึงเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบข้อเท็จจริงเอง เท่ากับใช้อำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุดนั่นเอง การตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีผลทางกฎหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจสั่งการยกเลิกการกระทำตามที่รัฐธรรมนูญ2550วรรคหนึ่งบัญญัติห้าม

ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะมีข้อความเป็นบวกหรือลบต่อฝ่ายใด ย่อมไม่มีผลทางกฎหมาย คำวินิจฉัยจึงไม่มีผลบังคับให้ผูกพันองค์กรใดๆทั้งสิ้น เพราะมีผลเป็นเพียงข้อคิดเห็นของคนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่ข้อคิดเห็นในฐานะองค์กรที่เรียกว่าศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนรัฐสภาก็ต้องดำเนินกระบวนการตามปรกติตามอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ

อนึ่ง มีข้อน่าสังเกตว่า ความผิดพลาดของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ใหญ่หลวงจริงๆ แต่เคราะห์ดีที่ไม่ปรากฎว่าสมาชิกรัฐสภาสุมหัวกันล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศตามที่รัฐธรรมนูญ2550มาตรา68วรรคหนึ่งบัญญัติห้าม มิฉะนั้น ศาลรัฐธรรมนูญนั่นแหละจะต้องรับผิดชอบ และจะรับผิดชอบไหวหรือ ต่อคำวินิจฉัยอันมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่มีผลผูกพันรัฐสภาและองค์กรต่างๆในการช่วยกันยับยั้งยกเลิกการกระทำนั้น จนเป็นเหตุให้การกระทำนั้นบรรลุผล    

จึงถือว่าพฤติกรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นพฤติกรรมของบุคคลผู้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่การกระทำในฐานะองค์กรศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการกระทำที่ไม่ตรงกับอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง และมีผลกระทบในทางลบต่อประโยชน์มหาชนหรือสิทธิมหาชนในการสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ตามที่ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์ผ่านการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเมื่อ3ก.ค.2554 ซึ่งพรรคที่เสนอนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550ทั้งฉบับได้คะแนนเสียงเกินกึ่ง จึงได้เป็นรัฐบาลและทำตามนโยบายนั้นอย่างตรงไปตรงมา ตามหลักความเป็นธรรมทางสังคม นี่คือประชามติที่สมบูรณ์ที่สุดไม่ใช่หรือ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ย่อมมีความชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องโดยตรงจากผู้ร้อง โดยไม่รอให้อัยการสูงสุดสอบข้อเท็จจริงและทำคำร้องขอยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติมาตรา68วรรคสองแห่งรัฐธรรมนูญ2550 และคำวินิจฉัยทั้งฉบับของศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ2550 ขัดหลักกฎหมายมหาชน ขัดหลักความเป็นธรรมทางสังคมและนิติธรรม ไม่มีผลทางกฎหมายที่จะไปบังคับหรือผูกพันองค์กรใดๆ คงมีผลเพียงเป็นข้อคิดเห็นของคนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น

อย่าไปใส่ใจให้เสียเวลาการเดินหน้าสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเลย อย่าไปใส่ใจกับข้อคิดเห็นที่ว่าหากเดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้งสสรวาระสามผ่านแล้วเกิดอะไรขึ้นต้องรับผิดชอบ เพราะหากผู้เสนอข้อคิดรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจริง และจริงใจต่อบ้านเมืองต้องบอก หรือต้องแสดงความหวังดีด้วยความจริงใจนั่นเอง

แต่ที่แน่ๆคือเมื่อโหวตผ่านวาระสามได้แล้วมีสสรเกิดขึ้นแน่นอน ในทำนองกลับกันหากโหวตแล้วไม่ผ่านวาระสาม ก็นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ภาคประชาชนเสนอเข้าพิจารณาต่อไป ความพยายามอยู่ที่ประชาชน ความสำเร็จก็อยู่ที่ประชาชน

พรชัย รัศมีแพทย์…….ผู้เขียน

Categories: การเมือง | Tags: , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

80ปีประชาธิปไตยไม่เดินหน้า-เหตุในอดีต-ปัจจุบันและทางสู่อนาคต

เพราะอดีต คนไทยมีพฤติกรรมซ้ำซาก ได้แก่ ทหารทำรัฐประหาร ตุลาการรับลูก นักวิชาบริกรขยายผล ประชาชนคล้อยตาม ไม่ใช่หรือ

การทำรัฐประหารนั้นผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น มีการทำซ้ำหลายครั้ง พร้อมบังคับให้ยอมรับว่าชอบด้วยกฎหมาย ด้วยอำนาจนอกกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางกฎหมาย  กฎหรือหลักของกฎหมาย ตามที่เรียกเป็นสากลว่านิติธรรม

ในขณะเดียวกันศาลใช้ประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารตัดสินคดี อีกทั้งมีคำสอนแพร่หลายในระดับมหาวิทยาลัย ว่ารัฐประหารเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ประหนึ่งทฤษฎีการเมืองการปกครองของไทยโดยเฉพาะมาช้านาน ประชาชนจึงคล้อยตามอย่างกว้างขวาง

ดังจะเห็นว่า เมื่อเกิดวิกฤตทางการเมือง คนมีความรู้สูงๆหลายคนและประชาชนบางคนบางกลุ่มจะออกมาเรียกร้องรัฐประหาร และรัฐประหารที่ทำความเสียหายย่อยยับที่สุดให้แก่ประเทศไทย ลบสถิติความเสียหายอันเกิดจากรัฐประหารครั้งก่อนๆทุกครั้ง ก็เกิดขึ้นเมื่อ19กันยายน2549

ส่วนปัจจุบัน เกิดวิกฤตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถึงกับมีประชาชนจำนวนมากลงชื่อถอดถอนตุลาการส่วนใหญ่ของศาลนี้

โดยวิกฤตการเมืองในขณะนี้ ทหารไม่เห็นด้วยที่จะแก้ด้วยวิธีเดิม เพราะรู้ดีว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย แก้วิกฤตไม่ได้ แต่จะทำให้วิกฤตรุนแรงยิ่งขึ้น ความเสียหายจะใหญ่หลวงจนไม่อาจประเมินค่า และที่สำคัญคือเสียเกียรติภูมิของประเทศ

แต่ศาลรัฐธรรมนูญทำผิดรัฐธรรมนูญ2550มาตรา68เสียเอง ในขณะที่นักวิชาบริกรบางส่วนพยายามเปลี่ยนท่าทีเป็นนักวิชาการ ประชาชนจำนวนมากต่อต้านรัฐประหารและศาลรัฐธรรมนูญ แต่น่าเสียดายที่ศาลรัฐธรรมนูญยืนกระต่ายขาเดียว ไม่ยอมแก้ไขคำสั่งที่ให้รัฐสภาเลื่อนการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550วาระสาม เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติกฎหมายใช้เอง โดยไม่มีนิติธรรมเป็นรากฐานแม้แต่น้อย

แม้นักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ นักกฎหมาย และนักวิชาการสาขาอื่นๆจำนวนมาก ออกมาให้ความเห็นโต้แย้งในทิศทางเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่รับฟัง ทั้งๆที่รู้ว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษรสำหรับประเทศประชาธิปไตยนั้น ถือเป็นกฎหมายโดยประชาชนกับนักวิชาการ ในขณะที่กฎหมายจารีตประเพณีในประเทศประชาธิปไตยถือเป็นกฎหมายโดยประชาชนกับตุลาการ แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลับถือว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษรในประเทศไทยเป็นกฎหมายโดยตุลาการเท่านั้น ก็ถูกต้องแล้วที่ประชาชนคนไทยมีความเห็นตรงกันอย่างกว้างขวางว่า ไม่เคยมีประชาธิปไตยที่แท้จริงเลยในประเทศนี้

นอกจากนั้น ประชาชนจำนวนมหาศาลผู้สนใจการเมืองการปกครองก็มีความเข้าใจเรื่องนี้ ต่างออกมายืนยันว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ แทรกแซงอำนาจหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐสภาและรัฐบาล โดยบังเอิญไปเข้าทางฝ่ายต่อต้านการดำเนินไปสู่การสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยหรือไม่ เห็นชัดกันทั่วไปแล้ว การลงชื่อกันเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อถอดถอนตุลาการส่วนใหญ่ในศาลรัฐธรรมนูญจึงเกิดขึ้น

ในขณะเดียวกัน มีการคาดเดากันว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยตรงข้ามกับความจริง ทำให้คาดเดากันต่อไปว่าอาจเกิดปฏิวัติประชาชน (People’s Revolution) ขึ้นในประเทศไทย บ้านเมืองคงจะวุ่นวายเป็นแน่ แต่ถึงแม้จะวินิจฉัยตรงกับความจริง และการสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยดำเนินต่อไปได้ ก็สายเกินไปที่จะเรียกศรัทธาที่ประชาชนเคยมีต่อตุลาการกลับคืนมา เหมือนปลาหลายตัวในข้องเดียวกัน ตายเน่าตัวเดียว เอาออกไม่ทัน เหม็นทั้งข้อง ยังจะมีสักกี่คนเสี่ยงซื้อปลาที่เหลือ แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะประชาชนจะได้รู้จักหันหน้ามาพูดจาประนีประนอมและตกลงกันเองเพิ่มขึ้นบ้าง

ดังนั้นในอนาคตจึงมีความชัดเจนว่า การปฏิรูประบบตุลาการและกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ รวมถึงการปฏิรูประบบการศึกษาและการฝึกอบรมบุคลากรด้านกฎหมาย เพื่อขจัดวิธีคิดเยี่ยงศรีธนญชัยให้หมดไปจากแผ่นดินไทย ควบคู่ไปกับการสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่แท้จริงให้สำเร็จ ล้วนเป็นความจำเป็นเร่งด่วน หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีผลต่อคนไทยทุกคน ในการผนึกกำลังกันช่วยประเทศให้อยู่ในระดับแกนนำของอาเซียนให้ได้เป็นอย่างน้อย

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์…….ผู้เขียน

Categories: การเมือง | Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

วิกฤตล้างผลรัฐประหารและทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การลบล้างผลรัฐประหารและทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน และเป็นวิกฤตรุนแรงที่ไม่รู้จะจบเมื่อใดและจบอย่างไร

ที่จริงหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ผลของรัฐประหาร19กันยายน2549 ย่อมหมดไป เพราะรัฐธรรมนูญย่อมต้องระบุชัดเจนว่า ประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารไม่ใช่กฎหมาย ยังผลให้ผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการรัฐประหารทุกครั้งได้สิทธิต่างๆคืนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิในการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมปรกติ แต่หากไม่ระบุเช่นว่านั้น ความเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่แท้จริงย่อมไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ปัญหาสำคัญ คณะรัฐประหารที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องรับผิดต่อการกระทำของตนหรือไม่ ซึ่งบางคนก็ว่าไม่ต้องรับผิดใดๆ เพราะได้รับนิรโทษกรรมไปแล้ว บางคนก็ว่าต้องรับผิดมากมาย เนื่องจากมีผู้ที่ได้รับความเสียหายจากคดีที่ศาลใช้ประกาศและคำสั่งเหล่านั้นเป็นกฎหมายในการตัดสินคดี และมีผู้ได้รับประโยชน์จากประกาศและคำสั่งเหลานั้นต้องคืนผลประโยชน์ที่รับไป อาจมีการเรียกค่าเสียหายหรือต้องนำไปคืนกันถ้วนหน้า แต่กฎหมายย่อมไม่มีผลย้อนหลังเป็นโทษแก่ผู้ใด คงมีผลย้อนไปให้คุณประโยชน์เป็นหลัก

อย่างไรก็ดี กฎหมายว่าด้วยการปรองดองจะมีผลให้ประโยชน์แก่ผู้ถูกทำรัฐประหารด้วย ส่วนรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยย่อมให้ประโยชน์แก่ประชาชนทุกคน รวมทั้งผู้ถูกทำรัฐประหารเช่นกัน ฝ่ายที่ได้ประโยชน์จากรัฐประหารและรัฐธรรมนูญ2550เกรงว่าจะเสียประโยชน์ จึงรวมพลังทั้งในสภาและนอกสภาต่อต้านทั้งสองเรื่อง

แต่น่าเสียดายที่การต่อต้านมีโอกาสสำเร็จไม่มากนัก เพราะประชาชนรู้ทันและทหารไม่เอาด้วย

อนึ่ง มีข้อน่าสังเกตว่า ศาลรัฐธรรมนูญกระทำการรูปแบบเดียวกับรัฐประหาร กล่าวคือเริ่มจากเสี่ยงลงมือกระทำการผิดรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญกระทำการผิดรัฐธรรมนูญ2550มาตรา68วรรคสอง และจำนนด้วยข้อความที่ระบุเป็นภาษาไทย ซึ่งไม่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องขอโดยตรงจากผู้ทราบเรื่องการกระทำตามที่รัฐธรรมนูญ2550มาตรา68วรรคแรกบัญญัติห้าม โดยให้มีอำนาจรับคำร้องขอจากอัยการสูงสุดเท่านั้น ในขณะเดียวกัน มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านอ้างรัฐธรรมนูญฉบับภาษาอังกฤษ ว่ามีความชัดเจนกว่าฉบับภาษาไทย ในทำนองเป็นนัยว่า ฉบับภาษาอังกฤษให้อำนาจ และดูเป็นที่พอใจของฝ่ายเดียวกัน

เดิมคนทั่วไปมักจะเปรียบเทียบรัฐบาลเหมือนเรือลำใหญ่ เรียกว่ารัฐนาวา แต่ปัจจุบันฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล กลับมีสภาพไม่ต่างอะไรกับเรือสำราญไททานิคเผลอชนภูเขาน้ำแข็ง   เพราะรัฐบาลมีฐานมวลมหาประชาชนสนับสนุน เหมือนน้ำแข็งส่วนที่จมอยู่ใต้มหาสมุทร ซึ่งมีมวลมหาศาลหนุนส่วนที่พ้นน้ำคือรัฐบาล

ดังนั้น หากร่างกฎหมายว่าด้วยการปรองดองและการทำรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ไม่อาจสำเร็จโดยวิธีการผ่านรัฐสภาโดยตรง รัฐบาลก็อาจใช้วิธีการทางฝ่ายบริหารได้ เพราะความขัดแย้งเข้าข่ายวิกฤตแล้ว จำเป็นต้องแก้ไขด่วน โดยออกกฎหมายของฝ่ายบริหารก่อน คือตราพ.ร.ก.เชิญชวนประชาชนลงประชามติ โดยถามว่า รัฐบาลจะลบล้างผลรัฐประหาร19กันยายน2549และทำรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่แท้จริง เห็นด้วยหรือไม่ น่าจะเป็นวิธีแก้วิกฤตความขัดแย้งรุนแรงได้ เชื่อว่ารัฐบาลจะได้รับการสนับสนุนเช่นเคย

พรชัย รัศมีแพทย์…….ผู้เขียน

Categories: การเมือง | Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ยิงนัดเดียวอาจได้นกทั้งฝูง-ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

การเข้าชื่อถอดถอนตุลาการส่วนใหญ่ของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีสั่งรับคำร้องขอโดยตรงจากบุคคลที่อ้างว่า รัฐสภาดำเนินการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550 เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร) เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปโดยมิชอบ โดยไม่ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากอัยการสูงสุด และยังได้สั่งให้รัฐสภาระงับการพิจารณาไว้ชั่วคราวเลยทีเดียว เป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ (รธน) มาตรา 68 อีกทั้งยังก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย  

แม้จะคาดเดากันว่าไม่น่าจะถอดถอนได้ เพราะผู้ทำหน้าที่ถอดถอนคือวุฒิสภา ซึ่งจำนวนสมาชิกประเภทสรรหาและประเภทเลือกตั้งของประชาชนมีจำนวนก่ำกึ่งกัน  และการถอดถอนต้องใช้ คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจำนวนวุฒิสมาชิกเท่าที่มีอยู่(รธนมาตรา274) กล่าวคือ วุฒิสภามีสมาชิกทั้งหมด150 คน ต้องมีสมาชิกออกเสียงถอดถอนไม่น้อยกว่า 90 เสียง

อย่างไรก็ดี กรณีนี้มีผู้จะถูกถอดถอนหลายคน จึงอาจมีบ้างที่จะถูกถอดถอน หรือไม่ถูกถอดถอนเลยสักคนก็ได้

แต่ในสภาพการณ์ปัจจุบัน จะมีใครถูกถอดถอนหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญเสียแล้ว เพราะเรื่องสำคัญอยู่ที่ (1) การทำให้ผู้คนในสังคมไทยยุคนี้ ตื่นตัวตระหนักถึงพิษภัยของความไม่เป็นกลางของตุลาการ แม้จะมีเพียงบางคนก็ตาม

(2) การใช้อำนาจตุลาการโดยบุคคลกลุ่มเดียวมาจากการสอบได้และทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีประชาชนตรวจสอบ ในที่สุดผลร้ายย่อมตกแก่ประชาชน อันเนื่องมาจากการใช้หรือตีความกฎหมายตามอำเภอใจ โดยอ้างว่าเป็นดุลพินิจ

(3) เมื่อเรื่องถอดถอนตุลาการดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา สมาชิกทั้งสองประเภทจะต้องถกเถียงกันถึงข้อมติของประชาชนที่มีต่อตุลาการเหล่านั้น ในทำนองว่าเป็นผู้ไม่เข้าใจหลักของกฎหมาย ไม่เข้าใจประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และไม่เป็นกลางหรือไม่ จึงเป็นการตรวจสอบวุฒิสมาชิกว่า มีความรู้ความเข้าใจหลักของกฎหมาย หลักประชาธิปไตย และมีคุณธรรมเพียงพอแก่การทำหน้าที่กลั่นกรองร่างกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่เพียงใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ สสร ต่อไป

(4) หากมีผู้ถูกถอดถอนเพียงบางคน หรือถูกถอดถอนทั้งหมด หรือไม่มีใครถูกถอดถอนเลย การประเมินคุณภาพและปริมาณของวุฒิสมาชิก ย่อมมีนัยหลากหลาย ซึ่งสังคมไทยจะต้องถกเถียงกันต่อไป เพื่อตอบคำถามว่า สังคมนี้ยังมีผู้ใหญ่ที่น่านับถือพอเป็นหลักของบ้านเมืองหรือไม่ มาจากไหน และควรมาโดยวิธีการใด

นอกจากนั้น อาจมีประโยชน์ประการอื่นๆอีก แล้วแต่มุมมอง แต่อย่างไรก็ตาม แม้การถอดถอนอาจจะไม่สำเร็จ แต่เสียงปืนนัดเดียวนี้ ได้ทำให้นกทั้งฝูงตกใจแล้ว แต่จะล่วงหล่นหรือบินชนกิ่งไม้ตกลงมาหมดหรือเพียงบางตัวหรือไม่ คงต้องตามดูต่อไปครับ

พรชัย รัศมีแพทย์………ผู้เขียน

   

Categories: การเมือง | Tags: , , , , | ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com . The Adventure Journal Theme.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.