Author Archives: Scribc

About Scribc

A campaign for democracy and justice in Thailand. Rights,freedom, equality and humanity must be protected.

ความชอบธรรมคืออะไร

 

มีข่าวสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งทดสอบความเข้าใจของนักศึกษาเรื่องความชอบธรรมโดยตั้งคำถามและเฉลยคำตอบคาดเคลื่อนมากไปจนอาจมองว่า มีส่วนเป็นอุปสรรคขวางพัฒนาการประชาธิปไตย และบั่นทอนคุณค่าของความเป็นสถาบันการศึกษาหรือไม่

ที่จริงน่าจะมองว่า ความชอบธรรมเป็นเรื่องหลักการกว้างๆและกว้างกว่าตัวบทของกฎหมาย โดยตัวบทของกฎหมายต้องอยู่ในกรอบของหลักการนี้ เพราะ “ความชอบธรรมคือความถูกต้องหรือความเป็นไปตามนิติธรรมหรือหลักของกฎหมายหรือเหตุผลสากลทางกฎหมาย” ซึ่งมีนัยของหลักความเป็นธรรมทางสังคมเป็นพื้นฐานด้วย ลอยอยู่ตามลำพังไม่ได้ ความชอบธรรมจึงเป็นเรื่องที่ผู้คนปรกติทั่วไปมีสามัญสำนึกตรงกันได้ในเรื่องการทำถูกผิด ชั่วดี ความสมเหตุสมผล ความเป็นธรรมไม่เป็นธรรม

ส่วนความชอบด้วยกฎหมายนั้น ต้องดูตัวบทของกฎหมายและวัตถุประสงค์ของกฎหมายด้วย เพราะ “ความชอบด้วยกฎหมาย คือการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายและวัตถุประสงค์ของกฎหมาย” เป็นรายละเอียดย่อยลงไปเป็นเรื่องๆ ที่ต้องเรียนรู้ให้เข้าใจ จะใช้แต่สามัญสำนึกไม่ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ตัวบทของกฎหมายต้องอยู่ในกรอบนิติธรรม ไม่ใช่คิดจะเขียนตัวบทอะไรก็เขียนกันได้ตามอำเภอใจ การทำนิติบัญญัติจึงไม่ใช่เรื่องง่าย บางเรื่องบางประเทศต้องลงทุนทำวิจัยเป็นแรมปีจึงสรุปผลว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายเรื่องนั้นหรือไม่ หากผลวิจัยชี้ชัดว่าไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายในเรื่องนั้น เช่น การป้องกันและควบคุมโรคเอดส์ ผลวิจัยชี้ว่าไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมาย ก็ต้องค้นหาแนวทางอื่น เช่น ค้นคว้าหาตัวยา เป็นต้น แต่ถ้าผลวิจัยชี้ว่าสมควรมีกฎหมาย จึงเริ่มสู่กระบวนการนิติบัญญัติต่อไป(กระบวนการทางรัฐสภาที่มีผู้แทนของประชาชนเข้าไปทำหน้าที่) ด้วยเหตุนี้ความชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นความชอบธรรมไปในตัว

ส่วนการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองการปกครองด้วยการทำรัฐประหารแล้วตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ แม้มีศาลสูงสุดพิพากษารับรองการทำรัฐประหารสำเร็จ ถือว่าผู้ทำเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ใครเป็นรัฏฐาธิปัตย์ผู้นั้นมีทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ(ตามแนวคิดทางกฎหมายของประเทศนักล่าอาณานิคมใช้กับผู้คนชาวอาณานิคมของตน)ก็ตาม แต่หากไม่มีกฎหมายใดยอมรับหรือให้ศาลใช้วินิจฉัยคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่ระบุให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีตามตัวบทกฎหมาย แต่ไม่มีตัวบทกฎหมายว่าด้วยความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ให้ศาลใช้พิจารณาคดี กฎหมายใกล้เคียงที่สุดและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ระบุชัดพอจะเทียบเคียงได้ก็ไม่มี คงมีแต่กฎหมายอาญาระบุความผิดฐานล้มล้างรัฐบาล แต่ศาลไม่นำไปใช้พิจารณาคดี จึงมีข้อสังเกตว่า คำพิพากษาในลักษณะดังกล่าว ชอบด้วยตัวบทกฎหมายได้อย่างไร และมีผลให้การทำรัฐประหารชอบธรรมหรือชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร

ในขณะเดียวกันจะนำแนวคิดการนิ่งเฉย หรือไม่โต้แย้ง ถือว่ายอมรับมาใช้ไม่ได้ เพราะการใช้อำนาจอาวุธเป็นการกระทำตามความประสงค์ของตัวบุคคล ประชาชนกลัวอำนาจอาวุธฝังหัวต่อเนื่องมานานตามแบบสังคมการเมืองยุคโบราณ จึงโต้แย้งไม่ได้ นิ่งเฉยเพื่อความปลอดภัยดีกว่า ซึ่งต่างกับโต้แย้งได้ แต่ไม่โต้แย้ง การนิ่งเฉยเช่นนี้จึงอาจมองว่ายอมรับก็ได้

ครั้นมาถึงสังคมการเมืองยุคใหม่ ใช้เหตุผลสากลทางกฎหมายหรือนิติธรรมเป็นหลักปกครองประเทศ แต่นักกฎหมายหลายประเทศยังเผลอนำแนวคิดทางการเมืองการปกครองของประเทศนักล่าอาณานิคมมาปรับใช้(การใช้อำนาจอาวุธข่มขู่หรือขับไล่รัฐบาลของประเทศใดแล้วเข้าปกครองทั้งหมดหรือบางส่วนในฐานะอาณานิคม ย่อมขาดความชอบธรรมมาแต่ต้น การใช้แนวคิดความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ดังกล่าวมาแล้ว เพื่อให้ตนใช้อำนาจนิติบัญญัติบริหารและตุลาการปกครองอาณานิคมและดูดี ดีกว่าถูกมองว่าเป็นโจรเข้าไปปล้นบ้านเมืองเขากิน นั่นเอง) กรณีจึงเจือสมกันสนับสนุนการทำรัฐประหารเป็นวิธีการพิเศษสำหรับแก้ปัญหาการเมืองการปกครองของประเทศ ซึ่งโดยหลักนิรโทษกรรมแล้ว ทำไม่ได้ เพราะผู้กระทำยังมีทางเลือกอื่น คือใช้วิธีการทางการเมืองการปกครองตามปรกติ เนื่องจากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีวาระแน่นอน ถึงเวลาก็ให้ประชาชนตรวจสอบด้วยการเลือกตั้งทั่วไป และหากบุคคลใดในคณะรัฐบาลทำผิดกฎหมายไม่ว่าในขณะดำรงตำแหน่งหรือหมดวาระไปแล้ว ย่อมสามารถนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจอาวุธขับไล่ เพราะหากไล่ไม่ไป แต่ต่อสู้ด้วยกำลัง ความเดือดร้อนย่อมตกแก่ประชาชน

อย่างไรก็ตาม แม้การทำรัฐประหารไม่มีเหตุผลทางกฎหมายเพียงพอแก่การได้รับนิรโทษกรรม แต่เพื่อความสงบทางการเมือง จึงควรนำเหตุผลทางการเมืองมาใช้อภัยโทษผู้ทำรัฐประหารโดยให้ดำรงสิทธิต่างๆตามกฎหมายเหมือนผู้คนทั่วไป มองว่าน่าจะมีผล(1)ให้การทำรัฐประหารลดลงบ้างหรืออาจหมดไป (2)รักษาระบบนิติธรรมของประเทศไว้ได้ แต่การอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจ

อนึ่ง มองว่า ความชอบธรรมมีลักษณะเดียวเท่านั้นตามที่กล่าวข้างต้น จึงไม่อาจมองทางบวกเต็มร้อยแก่รัฐบาลที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นมาบริหารประเทศ เพราะเกี่ยวเนื่องกัน รัฐบาลที่มาด้วยวิธีพิเศษมีความชอบธรรมตามกฎหมายตามคำเฉลยจึงเป็นเพียงวาทกรรม ไม่ใช่หลักการสากล เพราะไม่ได้เข้าไปเป็นรัฐบาลตามเหตุผลสากลทางกฎหมายนั่นเอง

อนึ่ง มีข้อน่าสังเกตว่า สังคมการเมืองยุคใหม่ที่อำนาจเหตุผลเข้ามาแทนที่อำนาจอาวุธแล้ว โดยหลักการเข้ามาเป็นรัฐบาลด้วยวิธีพิเศษดังกล่าวย่อมไม่ชอบธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ทางปฏิบัติจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองในสังคมการเมืองที่ยังหลงยุค มีเรื่องที่ผิดแต่มองเป็นถูกและเออออเฮฮาหาประโยชน์ส่วนตัวกันไปมีมาก ล้วนบั่นทอนพัฒนาการทางการเมืองของประเทศ แต่จะค่อยๆลดลงจนหมดไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้คนที่เข้าใจถูกต้องมีเพิ่มขึ้นทุกๆปี ซึ่งมองว่าสถาบันการศึกษาแบบทางการน่าจะมีบทบาทสำคัญมากในลำดับต้นๆ

เพียงแต่บุคลากรหลักในสถาบันการศึกษาต้องไม่คล้อยตามทางปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องของผู้คนในสังคม เพราะจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจผิดคิดว่าถูกต้อง หรือสำคัญผิดคิดว่าเป็นหลักการอันควรยึดถือ ซึ่งเท่ากับปิดประตูการศึกษาและพัฒนาการสู่ปฏิบัติการสร้างเสริมให้ประเทศมีประชาธิปไตยต่อไปในอนาคต แม้เป็นงานที่ต้องใช้เวลายาวนาน ต้องใช้งานวิจัยที่ตรงประเด็นอีกนับไม่ถ้วน เป็นงานยาก แต่ล้วนเป็นงานชี้นำทางที่ถูกต้องให้แก่สังคม มองว่าสถาบันการศึกษาจะปฏิเสธบทบาทหน้าที่และคุณค่าของตนในเรื่องดังกล่าวได้หรือครับ

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน

Advertisements
Categories: การศึกษา, การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,, | ใส่ความเห็น

ประชาธิปไตยคืออะไร

 

มองว่าความเข้าใจประชาธิปไตยแตกต่างกันไม่เป็นผลดีต่อการเมืองการปกครองของไทย เพราะน่าจะมีส่วนทำให้(1)เกิดรัฐประหารบ่อยๆเฉลี่ยประมาณ7ปีต่อครั้ง แต่ละครั้งจะถือโอกาสร่างรัฐธรรมนูญกำหนดแนวทางการเมืองการปกครองตามแนวคิดของตนได้ (2)ผลิตรัฐธรรมนูญออกมาใช้จำนวนมากเฉลี่ยประมาณ4ปีต่อฉบับ อย่างไรก็ดี มีข้อน่าสังเกตว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับ แม้มีสาระสำคัญและรายละเอียดแตกต่างกัน แต่ใช้ชื่อ“ประชาธิปไตย”ได้หมด จึงมองว่าความเข้าใจประชาธิปไตยแตกต่างกันน่าจะมีส่วนทำให้ประเทศไทยผลิตรัฐธรรมนูญออกมาใช้ถึง20ฉบับในช่วงเวลา86ปี นับแต่มีรัฐประหารครั้งแรกเมื่อ24มิถุนายน2475 และมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่27เดือนปีเดียวกัน ที่สำคัญ ความแตกแยกทางความคิดประชาธิปไตยน่าจะมีส่วนทำให้การเมืองการปกครองของไทยไม่อาจพัฒนาสู่การมีรัฐบาลของประชาชน(democracy)ได้ทั้งระบบอีกด้วย หากสภาพนี้ยังดำรงอยู่ จะผลิตรัฐธรรมนูญออกมาใช้อีกนับร้อยนับพันฉบับ ประชาธิปไตยย่อมมีไม่ได้ เนื่องจากประชาธิปไตยกับรัฐบาลของประชาชนต้องเกิดและพัฒนาเดินหน้าไปด้วยกันนั่นเอง

แต่จะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนทุกระดับทุกประเภททุกฝ่าย นักการเมือง และประชาชนเข้าใจประชาธิปไตยตรงกันหรืออย่างน้อยใกล้เคียงกันให้ได้รวดเร็ว มองว่าการให้นิยามของประชาธิปไตยต้องครอบคลุมองค์ประกอบของรัฐเอกราชที่เป็นรัฐยุคใหม่ ซึ่งโดยหลักสากลประกอบด้วยดินแดนรัฐมีขอบเขตชัดเจน อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน ประชาชนทั่วไปของรัฐ และมีรัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน

ดังนั้น ประชาธิปไตยน่าจะมีนิยามว่า “ประชาธิปไตย คืออำนาจสูงสุดทางการเมืองการปกครองซึ่งรัฐบาลของประชาชน(democracy)เป็นผู้ใช้ภายในเขตดินแดนรัฐเอกราช” เพราะประชาธิปไตยเป็นคำประเภทแนวคิด(concept) เพื่อให้มีความชัดเจนและเข้าใจตรงกันหรือใกล้เคียงกันให้มากที่สุด จึงต้องกำหนดกรอบแนวคิด(conceptual framework)ครอบคลุมองค์ประกอบของความเป็นรัฐเอกราช จะได้ไม่มองประชาธิปไตยต่างกันคนละทิศคนละทาง เพียงแต่อาจมีรายละเอียดต่างกันบ้าง มากหรือน้อยเป็นธรรมดา ไม่ถึงกับเป็นอุปสรรคสร้างรัฐบาลของประชาชนและประชาธิปไตย

อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า 1)รัฐบาลของประชาชนหรือdemocracyไม่ได้หมายความแต่เพียงคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ด้านบริหารอย่างที่นิยมเรียกกัน แต่รวมถึงรัฐสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติ และศาลทำหน้าที่ตัดสินชี้ขาดคดีความด้วย ซึ่งองค์กรและบุคคลเหล่านี้โดยหลักแล้วมีฐานะเป็นผู้แทนประชาชนทั่วไปของรัฐ ไม่ใช่ผู้แทนของคนใดกลุ่มชนใดกลุ่มอาชีพใดหรือชนชั้นใดในรัฐ

2)ประชาชนทั่วไปของรัฐ หมายความว่าผู้คนทั้งหลายที่มีฐานะเท่าเทียมกันเป็นหลัก ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจหน้าที่เหนือประชาชน เช่น ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐในขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ทหารในขณะติดอาวุธตามหน้าที่(โดยหลักสากลประชาชนที่ติดอาวุธไม่ถือว่าเป็นประชาชนอีกต่อไป แต่อาจอยู่ในฐานะทหาร หากเป็นเจ้าหน้าที่ทหารในรูปแบบต่างๆของรัฐ อาจอยู่ในฐานะผู้ก่อการร้ายหรือฐานะกบฎ) อย่างไรก็ตาม ทหารอาจเปลี่ยนฐานะเป็นกบฎได้ หากใช้อาวุธดำเนินการล้มล้างรัฐบาล แต่ปรกติเจ้าหน้าที่รัฐทุกประเภท(รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร)ในอีกฐานะหนึ่งเป็นประชาชนทั่วไปของรัฐ

3)ความเป็นผู้แทนของประชาชนเกิดจากหลักการตรวจสอบโดยประชาชน ซึ่งมี2ลักษณะ (1)การตรวจสอบโดยตรงหรือทางอ้อม ด้วยวิธีเลือกตั้งทั่วไปโดยตรงหรือเลือกตั้งทางอ้อม (2)ใช้วิธีให้ความเห็นชอบโดยตรงหรือทางอ้อม

สำหรับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ประชาชนอาจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาโดยตรง การเลือกตั้งหัวหน้าฝ่ายบริหารโดยตรง หรือทางอ้อมโดยสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือกตั้ง

ส่วนฝ่ายตุลาการนั้น ประชาชนไม่อาจตรวจสอบความรู้ด้านกฎหมายของผู้สมัครได้โดยตรง ต้องใช้ตุลาการผู้มีความรู้และประสบการณ์ตรวจสอบ แต่ประชาชนต้องให้ความเห็นชอบในการดำรงตำแหน่ง ซึ่งอาจให้ความเห็นชอบโดยตรงหรือให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบก็ได้ เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติด้านความน่าไว้วางใจในการทำหน้าที่ตุลาการ เมื่อตุลาการได้ปฏิบัติหน้าที่จนครบช่วงเวลาที่กำหนด นอกจากนั้น การมีระบบลูกขุน(เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร) หรือมีคนธรรมดาเข้าร่วมกับตุลาการอาชีพพิจารณาพิพากษาคดี(เช่น ในประเทศญี่ปุ่น) มองว่าการให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าไปตรวจสอบตุลาการขณะปฏิบัติหน้าที่ แม้ไม่ได้ทำทุกคดี แต่มีส่วนทำให้ฝ่ายตุลาการมีความเป็นผู้แทนของประชาชนมากขึ้น เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ความเป็นผู้แทนจริงๆของรัฐบาลของประชาชน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย เพราะ (1)รัฐต้องมีรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาสนับสนุนประชาธิปไตยและรัฐบาลของประชาชนสอดคล้องต้องกันชัดเจนตรงประเด็น (2)ประชาชนผู้อาสาสมัคร ไม่ว่าในนามพรรคการเมืองก็ดี ในนามตนเองก็ดี ต้องทำหน้าที่ให้ความรู้ความเข้าใจนโยบายของตนแก่ประชาชน และไม่ทำตัวเป็นผู้ทรงอิทธิพลเหนือประชาชน แต่ต้องให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและตัดสินใจเลือกนโยบายได้อย่างอิสระ โดยทำตัวเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไป (3)กฎหมายและผู้กำกับดูแลต้องไม่เปิดช่องให้ผู้ทรงอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจหน้าที่เหนือประชาชน ดำเนินการจูงใจในทางที่ผิด เช่น ซื้อเสียง ข่มขู่ ใช้ระบบอุปถัมภ์ ฯลฯ เพราะจะทำให้ประชาชนไม่มีอิสระในการตัดสินใจ และต้องจมปลักอยู่ใต้รัฐบาลของผู้ทรงอิทธิพล หรืออยู่ใต้รัฐบาลของกลุ่มชน กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มค้ำชูพวกพ้องญาติสนิทมิตรสหายสบายกันไป สังคมการเมืองที่มีรัฐบาลลักษณะนี้ ชี้ชัดว่าไม่มีประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยกับรัฐบาลของประชาชนต้องเกิดขึ้นพร้อมๆกัน เกิดก่อนหลังกันไม่ได้ จึงเป็นธรรมดาที่ประชาธิปไตยมีไม่ได้ ตราบใดที่ไม่มีรัฐบาลของประชาชน เช่น สยามประเทศมีแต่รัฐบาลของผู้ทรงอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจเหนือประชาชนตลอดมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปัจจุบัน การหาประชาธิปไตยจึงทำได้แค่ค้นตำรา

แต่อย่างไรก็ตาม สยามประเทศ มีรัฐประหารครั้งแรกเมื่อ24มิถุนายน2475 แม้มีความคิดประชาธิปไตยปรากฎในรัฐธรรมนูญฉบับแรก แต่เมื่อไม่มีรัฐบาลของประชาชน เพราะประชาชนไม่รู้เรื่อง ประชาชนเป็นเพียงฝ่ายถูกอ้างให้คณะผู้ก่อการดูดีดูขลัง ในชื่อคณะราษฎร (มีข้อน่าสังเกตว่า วิธีการตั้งชื่อทำนองนี้ พรรคการเมืองซึ่งเกิดขึ้นเหมือนดอกเห็ดได้นำมาใช้ตั้งชื่อพรรคของตน แต่การกระทำเพื่อประชาชนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คงต้องดูผลงานและพฤติกรรมการใช้อำนาจทางการเมืองการปกครองเป็นสำคัญ) ประชาธิปไตยจึงเป็นเพียงความคิด และมีอันต้องยุติไปอย่างสิ้นเชิง เดินต่อไม่ได้เนื่องจากมี(1)ความแตกต่างทางความคิดประชาธิปไตยในระหว่างผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองระดับสูงในช่วงเวลานั้น (2)การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่สองเมื่อ10ธันวาคมปีเดียวกัน รวมเวลาที่คณะราษฎรดำรงความคิดประชาธิปไตยในมุมมองของตนไว้ได้เพียง5เดือน13วัน ทำอะไรไม่ได้ อีกทั้งแสดงให้เห็นว่า ขาดยุทธศาสตร์ ขาดความรอบคอบ และใช้ยุทธวิธีผิดพลาด เพราะประชาชนทั่วไปยังไม่พร้อมที่จะมีส่วนร่วมสร้างรัฐบาลของประชาชนนั่นเอง รัฐธรรมนูญฉบับแรกมีข้อความยืนยันความไม่พร้อมนี้ชัดเจน รัฐบาลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่รัฐบาลของประชาชน และมีลักษณะนี้สืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น หากมองในแง่การก่อกำเนิดและริเริ่มพัฒนาประชาธิปไตยในแนวคิดของคณะราษฎร รัฐประหารครั้งแรกเสียของ เพราะแม้มีความคิดดี จริงใจ กล้าหาญ แต่ทำผิดวิธีย่อมก่อความเสียหายต่อเนื่องยาวนานได้

ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆมาจนถึงฉบับปัจจุบัน(ฉบับที่20)เหมือนลอกกันต่อๆมา แม้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง แต่ประชาธิปไตยยังคงเป็นเพียงชื่อเรียกขานให้รัฐธรรมนูญดูดีแค่นั้นเอง เพราะเนื้อหาสำคัญมีส่วนที่ไม่ใช่ ไม่สอดคล้องกับชื่อ ที่สำคัญต่อมามีการมองข้ามหลักการสำคัญเพิ่มขึ้น เช่น มีนิรโทษกรรมการทำรัฐประหารไว้ด้วย ความเป็นรัฐธรรมนูญของประเทศจึงหดหายหมดสิ้น ใครมีอำนาจอาวุธจึงทำรัฐประหารตั้งรัฐบาลของตนเองได้ และฝ่ายตุลาการยอมรับ เรื่องผิดกฎหมายและขัดรัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นหลักและวิธีการพิเศษในการแก้ปัญหาของประเทศและการเปลี่ยนรัฐบาลในส่วนของคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา มองว่าน่าจะมีส่วนทำให้เจ้าหน้าที่รัฐชั้นผู้ใหญ่หลายคนหลายประเภทแทบทุกฝ่ายรวมทั้งพระชั้นสูงตามกฎหมายสงฆ์หลายรูปด้อยประสิทธิภาพและคุณธรรม มีข่าวคดีคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นแพร่หลายทั่วประเทศ เกิดปรากฎการณ์นักการเมืองด้อยคุณภาพอุดมการณ์เสื่อมถอยพร้อมกับความชรามีเพิ่มแต่ตายยาก ในขณะที่นักการเมืองรุ่นใหม่(ผู้คนทุกวัยที่มีความคิดก้าวหน้าทันยุคสมัยหรืออาจมีผู้ก้าวล้ำยุคไปไกลแล้วก็ได้) ยังไม่ทันมีบทบาท รัฐธรรมนูญไทยกลับถอยหลังย้อนยุคไปไกลกู่กลับยากเสียแล้ว อีกทั้งมีรัฐธรรมนูญประเภท two in one หรือเหมือนมีสองรัฐบาลพร้อมกันได้ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียว ตามด้วยเสียงวิจารณ์กันว่า แก้ไขยากกว่าเคลื่อนย้ายบ้านพักตุลาการทั้งหลังออกจากป่าแหว่งเชิงดอยสุเทพไปไว้บนพื้นราบหลายเท่า แต่สำหรับผู้เก่งกล้าอาจรู้ช่องทางและมองว่าไม่ยากก็ได้ใครจะไปรู้

เพราะฉะนั้น อย่าถามว่าตั้งแต่รัฐประหารครั้งแรกถึงปัจจุบัน(86ปีแล้ว) ประเทศไทยมีประชาธิปไตยสมบูรณ์หรือยัง เพราะประชาธิปไตยจริงๆยังเกิดไม่ได้เลย จะเอามาจากไหนไปพัฒนาให้สมบูรณ์ แต่ถ้าต้องการหาคำตอบที่ตรงประเด็น เนื่องจากประเทศใดจะเป็นประชาธิปไตยได้ ทุกคนต้องร่วมมือกัน โดยเข้าใจประชาธิปไตยให้ตรงกันหรืออย่างน้อยใกล้เคียงกันให้มากที่สุดก่อน ดังนั้น จึงน่าจะถามใหม่ว่า เมื่อใดหรืออีกนานเท่าไรด้วยเงื่อนไขใด เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนทุกระดับทุกประเภททุกฝ่าย นักการเมือง และประชาชนจึงจะเข้าใจประชาธิปไตยอย่างน้อยใกล้เคียงกันให้ได้รวดเร็ว ว่าประชาธิปไตยคืออะไรแน่ ส่วนผมเลือกคำนิยามตามที่กล่าวมาข้างต้นครับ

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,,,,, | ใส่ความเห็น

คนแบบไหนเหมาะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองไทยยุคใหม่

คนอยากเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองมีไม่น้อย เพราะอยากเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญใหม่ แม้รู้ว่ามีปัญหาสำคัญแห่งยุค(สำหรับเมืองไทย)รออยู่ ได้แก่ พรรคควรมี(1)นโยบายอะไรบ้างที่โดนใจประชาชน และ(2)จะผลักดันนโยบายให้เดินหน้าราบรื่นต่อเนื่องจนบรรลุผลได้อย่างไร อีกทั้งในฐานะผู้เสนอตัวเป็นผู้แทนปวงชน จึงต้องอธิบายความให้ผู้คนสามวัย(หนุ่มสาว กลางคน และสูงวัย)เข้าใจตรงกัน เพื่อให้ได้รับคะแนนนิยมมากพอเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

จึงมองว่าหัวหน้าพรรคที่เหมาะสมกับยุคสมัยน่าจะมีคุณสมบัติ2ก(เก่งและกล้า)ระดับพิเศษ และสามารถจัดทีมงานอันประกอบด้วยคนสามวัยเข้าพื้นที่ทุกเขตเลือกตั้ง

ด้วยเหตุที่คุณสมบัติ2ก.ระดับธรรมดาใช้ไม่ได้แล้ว(หมดยุค) เพราะหากได้รับเลือกจะส่งผลวนกลับไปเหมือนเดิม ไม่เกิดประโยชน์แก่บ้านเมืองและประชาชนยุคใหม่ ซึ่งนักการเมืองทั้งเก่าและใหม่ต่างรู้ดีกว่าใคร(หากไม่หลงยุคจนโงหัวไม่ขึ้น)

อนึ่ง มีข้อน่าสังเกตว่า เก่งระดับพิเศษ เช่น เก่งในการวินิจฉัยสั่งการหรือการตัดสินใจเลือกนโยบายที่ถูกต้องโดนใจประชาชน ส่วนกล้าระดับพิเศษ ไม่ใช่กล้าเดินเข้าคุก เพราะผู้คนอาจมองว่าหนีปัญหาเอาชีวิตรอดก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่กล้าระดับพิเศษเป็นเรื่องของวีรบุรุษวีรสตรี ที่มักทำวีรกรรมเสี่ยงตาย ซึ่งบ้างคนอาจตายหรือรอดก็ได้ เมื่อการเมืองไทยช่วงต่อไปส่อเค้าอาจรุนแรงกว่าอดีต ใครกลัวถูกฆ่าก็ควรไปทำงานอื่น เพราะเข้าไปเป็นหัวหน้าพรรคก็ดีเป็นนายกรัฐมนตรีก็ดี จะทำอะไรไม่ได้แน่ เปลืองน้ำลาย เสียเวลาและเงินของตนเอง อีกทั้งยังเปลืองเงินภาษีของประชาชนด้วย

อย่างไรก็ตาม ใครมีคุณสมบัติดังกล่าวเหนือกว่าคู่แข่งขัน มองว่าจะได้รับคะแนนนิยมมากกว่าแน่(คุณสมบัติอื่นๆเป็นรอง) เพราะคนไทยยุคใหม่รู้ว่าปัญหาที่ค้างคาใจ พูดกันมานาน และอยากให้คนเป็นนายกแก้ไข เช่น ป้องกันรัฐประประหาร หากเกิดรัฐประหารต้องไม่หนี แต่ต้องระงับให้ได้ มิฉะนั้น การดำเนินนโยบายสำคัญๆอื่นๆจะล้มเหลวหมด ไม่ว่าการดำเนินกรรมวิธีทำรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีรัฐบาลของประชาชน(democracy)อย่างแท้จริง ซึ่งต้องทำพร้อมไปกับดำเนินการปราบจน ปราบโกง ปราบอิทธิพลนอกนิติธรรม ฯลฯ ก็ตาม แม้ล้วนเป็นเรื่องที่ควรกำหนดเป็นนโยบายพรรคการเมือง แต่ยากเกินกว่าคนมี2ก.ธรรมดาจะทำได้ จึงมองว่าหัวหน้าพรรคการเมืองไทยยุคใหม่เป็นโอกาสของผู้เก่งกล้าเป็นพิเศษโดยแท้

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์…..ผู้เขียน

 

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,, | ใส่ความเห็น

คนกรุงเทพฯอยากให้รัฐบาลพิเศษแก้ปัญหาฝุ่นละออง

 

ได้ยินข่าวมีโพลบอกว่าผู้คนในกรุงเทพฯอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาฝุ่นละอองที่ปกคลุมท้องฟ้ากรุงเทพฯโดยด่วน

 

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่คงไม่มีรัฐบาลไหนแก้ให้ได้โดยเร็ว มองว่าอย่างมากอาจทำให้ลดลงได้ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เนื่องจากฝุ่นละอองเกิดจากการใช้รถใช้ถนน และอาจเกิดจากเหตุอื่นด้วย เช่น รถประเภทที่จำเป็นต้องใช้น้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ อย่างไรก็ดี รัฐบาลพิเศษอาจทำให้ลดลงโดยเร็วก็ได้ ใครจะไปรู้ เพราะ

 

(1)รถยนต์ส่วนบุคคลและรถแทกซี่ที่ใช้น้ำมันและแก๊สต้องลดจำนวนลงจนหมดไปอย่างรวดเร็ว โดยให้ใช้รถพลังงานไฟฟ้าแทน ในขณะที่ไม่อาจบังคับให้รถที่จดทะเบียนใหม่ต้องเป็นรถไฟฟ้าเท่านั้น แต่หากจะทำจริงจัง คงต้องจูงใจผู้ซื้อรถใหม่โดยงดเก็บภาษีสักสามปีหรือกว่านี้ พร้อมกับลดภาษีนำเข้า เพื่อให้รถไฟฟ้ามีราคาถูกลง อีกทั้งสนับสนุนให้คนมีบ้านอยู่ริมถนน ตั้งอุปกรณ์บริการชาร์จแบต ไปไหนจะได้ไม่ต้องกลัวแบตหมด

(2)สนับสนุนเอกชน เช่น งดหรือลดเก็บภาษีนำเข้าส่วนประกอบในการทำกิจการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนรถยนต์จากน้ำมันหรือแก๊สเป็นระบบไฟฟ้า รวมถึงการผลิตแบตเตอรี่และการกำจัดซากชิ้นส่วน แต่รัฐต้องตรวจสอบความปลอดภัยให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม มองว่ารัฐบาลอาจมีนโยบายและแผนอยู่แล้วก็ได้ แต่เหตุใดไม่ขับเคลื่อนให้บรรลุผล หากยังเฉยๆอยู่ หรือกลัวกลุ่มผลประโยชน์ค้าน้ำมันหรือค้ารถยนต์ระบบโบราณรายได้ตก ต่อไปปัญหาดังกล่าวอาจจะเพิ่มขึ้นถึงขนาดขับรถในกรุงเทพฯต้องเปิดไฟกันทั้งวันก็ได้ ที่สำคัญอย่ามองข้ามสุขภาพของผู้คนที่อยู่อาศัยหรือจำเป็นต้องผ่านเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯด้วย เป็นรัฐบาลพิเศษทั้งที ทำอะไรดีๆพิเศษๆให้คนกรุงเทพฯชื่นใจบ้าง มองว่าประกาศเริ่มทำจริงได้แล้วครับ

 

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์…..ผู้เขียน

Categories: การปฏิรูปประเทศ | ป้ายกำกับ: ,,, | ใส่ความเห็น

นิติธรรมคืออะไร

 

ใครทำรัฐประหารสำเร็จ กระบวนการยุติธรรมยุคโบราณและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมองว่า ผู้นั้นเป็นรัฏฐาธิปัตย์ สามารถสั่งการได้โดยไม่ต้องรับผิด เพราะถือว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่ง อาจถูกลงโทษโดยเอาผู้ที่ขัดคำสั่งไปฆ่าก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลารอนานให้ศาลสั่ง ซึ่งเป็นแนวคิดการใช้อำนาจบุคคลทางการเมืองการปกครองประเทศในยุคโบราณสืบทอดกันมา แม้บางช่วงบางประเทศมีความพยายามใช้นิติธรรมเป็นหลักในการปกครอง แต่ก็มีประเทศที่ยังไปไม่รอด

มองว่าอำนาจบุคคลที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์นั้น แท้จริงแล้วเกิดจากพลังอำนาจอาวุธในความควบคุมไม่ทางตรงก็โดยอ้อมของบุคคล เพียงแต่เรียกให้ดูดีว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แค่นั้นเอง แม้ผู้คนจำต้องยอมรับเพราะกลัวถูกฆ่า แต่พัฒนาการของสังคมการเมืองมองว่าไม่เป็นธรรม เพราะเห็นคนไม่กี่คนเอารัดเอาเปรียบผู้คนส่วนใหญ่ทุกเรื่องก็ว่าได้ ไม่ว่าในด้านทรัพย์สิน ศักดิ์ศรี และแม้แต่คุณงามความดี แต่ไม่มีอำนาจอื่นใดยับยั้งเขาได้

อย่างไรก็ดี การสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมเป็นงานที่ไม่มีขอบเขตจำกัด อีกทั้งมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นทุกวันและไม่รู้วันสิ้นสุด ยากที่ใครจะสร้างได้ตามลำพัง ที่สำคัญเมื่อบุคคลใดมีอำนาจมาก โอกาสที่จะใช้อำนาจไปในทางที่ผิด หรือผิดพลาด หรือบิดเบือนการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนและพวกย่อมมีมาก เนื่องจากไม่มีใครกล้าใช้เหตุผลในการตรวจสอบ โต้แย้ง ติติง หรือประท้วง เพราะคมดาบไม่รู้จักอะไรคือเหตุที่ทำให้เกิดผลอันแท้จริง คนกลัวถูกฆ่าจึงบิดเบือนเหตุผลเอาตัวรอด และแสวงหาผลประโยชน์อื่นๆใส่ตัวและพวกได้เช่นกัน

ความเป็นธรรมกับนิติธรรม. --

แต่การใช้กฎหรือหลักของกฎหมาย หรือนิติธรรม(the rule of law)ในการปกครองจะทำให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคมขึ้นมาได้ ในขณะเดียวกัน ความเป็นธรรมทางสังคมก็เป็นพื้นฐานของนิติธรรมด้วย ความเป็นธรรมทางสังคมและนิติธรรมจึงแยกกันไม่ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ซึ่งมีความผูกพันกันด้วยอำนาจเหตุผล สังคมการเมืองจึงมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆจนเป็นที่มาของรัฐบาลของประชาชน(democracy) หรือระบอบการเมืองการปกครองที่ผู้คนของประเทศใด ตั้งรัฐบาลของตนเองโดยตรงหรือทางอ้อมขึ้นมาบริหารประเทศแทนตน โดยใช้อำนาจเหตุผลแทนอำนาจอาวุธ

ด้วยเหตุนี้ ประเทศใดมีรัฐบาลของประชาชน อารยประเทศจึงมองว่าเป็นรัฐบาลที่แท้จริง เพราะเป็นผู้แทนประชาชนของประเทศนั้น เป็นรัฐบาลที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เชื่อถือได้ เนื่องจากมองว่าจะใช้เหตุผลสากลเหมือนกันในการพูดจา ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่เกทับกันอย่างในยุคโบราณ(ปัจจุบันนี้ หากประเทศใดนำมาใช้ เพราะเห็นว่าประเทศของตนมีแสนยานุภาพเหนือกว่า จะถูกประณามทันที)

สำหรับการเมืองการปกครองในปัจจุบัน(ประเทศส่วนใหญ่ต่างก้าวข้ามหรืออย่างน้อยกำลังก้าวข้ามยุคโบราณไปอยู่ในยุคอนุรักษ์ โดยมีบางส่วนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคก้าวหน้า) หากถามว่านิติธรรมคืออะไร ผมขอตอบสั้นๆว่า นิติธรรมคือเหตุผลสากลทางกฎหมายครับ

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน

 

Categories: กฎหมายมหาชน, การศึกษา, การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,,, | ใส่ความเห็น

วิธีเลือกตั้งแบบเยอรมันนีมีปัญหา ไทยเอามาใช้ผลจะเป็นอย่างไร

ตัวหนังตะลุงไทย

ประเทศเยอรมันนีมีเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ24ก.ย.2560 ถึงวันนี้เกินสองเดือนแล้วยังตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ มีเสียงวิจารณ์ว่าเกิดจากการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทำให้ไม่มีพรรคใดได้ที่นั่งในสภาเกินกึ่ง จึงต้องตั้งรัฐบาลผสมเท่านั้น เมื่อพรรคการเมืองไม่ร่วมมือกันให้ได้ที่นั่งในสภาเกินกึ่ง ก็ตั้งรัฐบาลผสมไม่ได้

อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศเยอรมันนี อุดมการณ์และนโยบายทางการเมืองของพรรคต่างกัน น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อความสำเร็จหรือไม่ในการตั้งรัฐบาลผสมด้วย หากจะมีการเลือกตั้งใหม่ ผลจึงน่าจะเหมือนเดิม เพราะจะมีพรรคใหญ่เกินสองพรรคตามเดิม หากยังร่วมมือกันไม่ได้ รัฐบาลผสมก็เกิดขึ้นไม่ได้ ส่วนพรรคเล็กๆไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าใดนัก

แต่ประเทศไทยมีพรรคการเมืองใหญ่เพียงสองพรรคเท่านั้น และน่าจะลงตัวเพียงแค่นี้ไปอีกนาน ในขณะที่มีพรรคเล็กๆเป็นตัวแปรสำคัญ แม้พรรคใหญ่ที่สามอย่างเขาอาจเกิดขึ้นได้ แต่ช่วงนี้และต่อไปคงไม่ง่าย เพราะคนไทยมีความรู้และประสบการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไปมาก หากตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนตัวบุคคลโดยไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองและนโยบายที่ชื่นชอบสนับสนุน ประชาชนอาจมองว่าเป็นพรรคเฉพาะกิจเหมือนในอดีต ไม่ยั่งยืน เป็นที่พึ่งพาอะไรไม่ได้

เมื่อประเทศไทยนำวิธีการเลือกตั้งของเขามาใช้ เพราะรู้ว่าจะเกิดผลทำนองเดียวกัน มองว่าเพื่อให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี โดยการสนับสนุนของพรรคการเมืองใหญ่บางพรรคและสมาชิกวุฒิสภาลากตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลจึงอาจทำได้โดยมีพรรคใหญ่พรรคเดียวสนับสนุน แต่อาจไม่มั่นคง ยกเว้นมีพรรคเล็กเข้าร่วมด้วย

อนึ่ง หากไม่มีพรรคใหญ่เข้าร่วมเลย มีแต่พรรคเล็กๆกับสมาชิกวุฒิสภาลากตั้งให้การสนับสนุน แม้ตั้งรัฐบาลผสมได้สบาย แต่คงอยู่ได้ไม่นาน แม้จะมีพรรคการเมืองตั้งใหม่ ซึ่งอาจมีที่นั่งในสภาบ้าง ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ยกเว้นกลายเป็นพรรคใหญ่พรรคที่สาม มีที่นั่งในสภามากพอเป็นแกนนำรวมพรรคเล็กๆให้ได้เสียงเกินกึ่ง ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ในการต่อสู้ทางการเมืองตามปรกติ

อย่างไรก็ตาม หากเกิดปัญหาอย่างในประเทศเยอรมันนี และเผลอให้มีการเลือกตั้งใหม่ ประชาชนย่อมรู้แล้วว่าจะสนับสนุนพรรคใดให้เต็มที่ไปเลย ซึ่งหากประชาชนพร้อมใจกันเลือกพรรคใหญ่เท่านั้น ไม่เลือกพรรคเล็ก ผลการเลือกตั้งจะเปลี่ยนเป็นพรรคใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้ที่นั่งในสภาเกินกึ่ง ปิดช่องคนนอกลอดเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรีได้สนิท แต่หากต้องการคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เลือกพรรคเล็กๆอย่างเคย มองว่าไม่ผิดหวัง แต่ผลคงไม่ต่างจากเอาตัวหนังตะลุงมาพิงข้างฝาบ้านไว้ดูแค่นั้นเอง

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์…..ผู้เขียน

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,, | ใส่ความเห็น

ทางสองแพร่งในการเมืองไทย

ทางสองแพร่งในการเมืองไทย

ในอดีตเคยวิตกกันว่า การเลือกตั้งอาจได้คนไม่มีคุณภาพเข้าไปบริหารประเทศและตรากฎหมาย แต่ปัจจุบันวิตกกันว่า หากไม่มีเลือกตั้ง ประเทศจะไม่มีอะไรดีขึ้น ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ จึงมีข้อสังเกตว่า (1)สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยยุคนี้มีคุณภาพสูงกว่ายุคก่อนๆ ซึ่งมีข้อเท็จจริงยืนยันชัดอยู่แล้ว อีกทั้งเป็นไปตามพัฒนาการของสังคมการเมืองและสากลนิยมด้วย (2)สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐบาลโดยวิธีพิเศษ มีคุณภาพด้อยกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่มาโดยการเลือกตั้งของประชาชน จึงมีโพลชี้ว่าประชาชนอยากให้มีการเลือกตั้งหรือไม่

 

เมื่อรัฐธรรมนูญ2560ระบุแนวทางสู่การเลือกตั้งไว้ชัด ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่ได้ในปี2561 จึงเชื่อว่าไม่มีการยืดเวลาออกไป เพราะขัดรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนความต้องการที่ตรงกันของประชาชนและนักการเมืองทุกพรรคทุกฝ่าย แต่หากอยากได้ใจจากประชาชนและนักการเมือง ก็ควรเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น เช่น อาจอยู่ในช่วงมี.ค.2561 ซึ่งจะทำให้มีรัฐบาลใหม่ราวกลางปี2561ได้ และนักการเมืองจำนวนมากอาจสนับสนุนนายกมาจากคนนอกก็ได้ ในวงจรผลประโยชน์ต่างตอบแทน รัฐธรรมนูญที่ฝ่ายผู้ทรงอำนาจทำไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ จะได้ไม่เสียของ

 

อนึ่ง หากฝ่ายผู้ทรงอำนาจอยากมีตำแหน่งทางการเมืองต่อไป รัฐธรรมนูญ2560นี้ได้กำหนดตำแหน่งรองรับไว้หมดแล้ว ในรูปของสมาชิกวุฒิสภาและในรูปกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งฝ่ายผู้มีอำนาจแต่งตั้งเองได้ อีกทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งคนนอกมีสิทธิด้วย เป็นเหมือนของตาย ได้เป็นแน่ หากได้ใจจากนักการเมืองดังกล่าวมาแล้ว เพียงแต่ประชาชนและนักการเมืองจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย อาจมีส่วนทำให้การบริหารและการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ราบรื่นหรือติดขัดจนไม่อาจทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หรืออาจวางยาให้ตายทั้งเป็น เนื่องจากมีข้อน่าสังเกตว่า ไม่ว่านายกจะเป็นคนนอกหรือคนใน(เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย) หากอยู่นานพอสมควรตามสภาพของแต่ละคนและไปรอดปลอดภัยดีแล้ว ติดใจเป็นต่อ ก็มักมีเหตุพาไปคุก อีกทั้งปัจจุบันอาจต้องใช้หนี้ด้วย หรือไม่ก็ต้องไปหาที่อยู่ใหม่ในประเทศอื่น ซึ่งไม่ค่อยสบายเหมือนเมืองไทย

 

อย่างไรก็ดี มองว่าขณะนี้รัฐบาลโดยวิธีพิเศษเดินมาถึงทางสองแพร่งและกำลังประเมินสถานการณ์ เพื่อตัดสินใจเลือกระหว่าง เส้นทางแรก ซึ่งผู้คนและนักการเมืองหลายคนมักตั้งข้อสังเกตกันว่า อาจจะมีการใช้ม.44เลื่อนเลือกตั้งออกไปหรือไม่ และอาจจะนำมาใช้ในช่วงที่ผลการเลือกตั้ง ทำให้นักการเมืองอาจจับมือกอดคอกันแบบคาดไม่ถึงมาก่อน ส่อเค้าคนนอกหมดสิทธิเป็นนายกหรือไม่ จะให้นักการเมืองบางคนบางพรรคเข้าข้างฝ่ายตนต่อไปจะได้หรือไม่ ล้วนมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองถึงขั้นเอาไม่อยู่หรือไม่ เพราะกระแสความต้องการเลือกตั้งมาแรงขึ้นเรื่อยๆ

 

แต่อย่างไรก็ตาม หากรอดไปได้จนมีผลการเลือกตั้งออกมา ประชาชนจำนวนมากอาจเอียงข้างพรรคและบุคคลที่มีผลเลือกตั้งสนับสนุนให้เป็นรัฐบาล ที่สำคัญประชาชนผู้สนับสนุนนักการเมืองย่อมมีอารมณ์ค้างฝังใจอยู่ตลอดแน่ ในขณะที่ผู้สนับสนุนคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีมีแค่สมาชิกวุฒิสภาที่ประชาชนไม่ได้เลือกตั้งมาเลย คนนอกที่ไหนจะกล้าเสี่ยงเข้ามาเป็นนายก ทางเลือกแรกนี้จึงเปรียบเหมือนทางที่โรยด้วยเศษอิฐหินที่มีเหลี่ยมมุมอันแหลมคมมากมายตลอดทาง

 

ส่วนเส้นทางที่สอง ฝ่ายผู้มีอำนาจทำเพียงกำกับดูแลให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งดำเนินการในกรอบของรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญการเร่งรัดตรากฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และร่นเวลาเลือกตั้งให้เร็วขึ้น เช่น อาจอยู่ในช่วงมี.ค.2561 ซึ่งจะทำให้มีรัฐบาลใหม่ราวกลางปี2561ได้ ดังกล่าวข้างต้น นอกจากอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญด้วยแล้ว ประชาชนและนักการเมืองจำนวนมากจะให้คะแนนนิยมชมชอบอีกด้วย จึงเป็นทางที่ปลอดภัย ไร้ความเสี่ยงใดๆ เดินนุ่มสบาย เหมือนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบทีเดียว

 

ท้ายสุด แม้ฝ่ายผู้ทรงอำนาจสามารถเลือกเส้นทางแรกได้ เพราะสวมรองเท้าพิเศษอยู่ แต่เชื่อว่าไม่น่าสำคัญผิดถึงขนาดเห็นเศษอิฐหินเป็นกลีบกุหลาบ หรือในทำนองกลับกันบนทางสองแพร่งนี้ เพราะเป็นฝ่ายรักษาความสงบในบ้านเมืองโดยตรงตลอดมากว่าสามปีแล้ว คงไม่อยากเสี่ยงพลาดท่าไปมีส่วนก่อความไม่สงบเสียเอง

 

 

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์…..ผู้เขียน

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,, | ใส่ความเห็น

จุดเด่นรัฐประหาร19ก.ย.2549ที่รัฐประหารครั้งอื่นๆไม่มี

มองว่าคนไทยไม่ค่อยตื่นเต้นอะไรกับรัฐประหารเท่าใดนัก เพราะเกิดบ่อย ชั่วชีวิตคนไทยจึงมักเห็นซ้ำหลายครั้ง ด้วยเหตุอ้างเดิมๆ และไม่เคยแก้ไขเหตุนั้นให้หมดไปหรือทำให้ลดลงสักครั้ง เช่น อ้างทำเพื่อกำจัดคอร์รัปชั่น ถ้ากำจัดได้จริง คอร์รัปชั่นคงลดลงไปทุกครั้งและหมดไปนานแล้ว ไม่รอให้เกิดรัฐประหาร19ก.ย.2549 ครั้งต่อมา และต่อไปไม่มีจบสิ้น เรียกว่ารัฐประหารครั้งสุดท้ายในเมืองไทยเป็นได้แค่ฝัน

 

เหตุเพราะผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่มองรายละเอียดในเนื้อหาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และใช้เป็นบทเรียนแบบตรงประเด็น เพื่อให้การรำลึกมีความหมายแก่การป้องกันการเกิดซ้ำ จนดูเหมือนรัฐประหารกลายเป็นความเคยชินไปแล้วหรือไม่

 

 

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า เนื้อหาของการทำรัฐประหารทุกครั้ง(ยกเว้นครั้งแรกเมื่อ24มิ.ย.2475)เหมือนกัน คือ ขับไล่รัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาออกไป แล้วตั้งผู้สนับสนุนกับพวกเข้าไปทำหน้าที่แทน ที่สำคัญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล ซึ่งมีจำนวนมากอยู่แล้วในรัฐสภาและอีกส่วนหนึ่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี ต่างหลบหนีกันหมด ปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐในทุกหน่วยงานและทุกฝ่าย เอียงข้างฝ่ายรัฐประหารหมดสิ้น การทำรัฐประหารจึงสำเร็จเรียบร้อยโดยง่าย

 

 

แต่รัฐประหาร19ก.ย.2549มีเนื้อหาต่างออกไป อีกทั้งมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรคนหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้ารัฐบาลด้วย และกำลังทำหน้าที่ในต่างประเทศ ประกาศสู้(เช่น มีการสั่งปลดผู้นำทำรัฐประหารออกจากตำแหน่งประจำการ) มองว่าหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลไม่หลบหนีเอาตัวรอด แต่ร่วมมือสู้อย่างจริงจังตามอำนาจหน้าที่เหมือนในบางประเทศ เช่น ภายใต้เงื่อนไขที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตระหนักว่าตนได้รับเลือกตั้งโดยประชาชน ร่วมกับประชาชนผู้สนับสนุน เปิดประชุมรัฐสภา เพื่อทำหน้าที่โดยเชิญสมาชิกวุฒิสภา(ช่วงนั้นสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเช่นกัน)เข้าร่วมด้วย การทำรัฐประหารน่าจะไม่สำเร็จเรียบร้อยโดยง่าย แต่อาจต้องยุติไปก็ได้

 

 

น่าเสียดายในวันนั้น มีเพียงคนเดียวที่กล้าประกาศสู้ ซึ่งมีข้อสังเกตว่า มีนัยสำคัญในทางสัญลักษณ์ของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในกาลต่อมาและต่อไปด้วย มองว่าเนื้อหานี้มีส่วนทำให้นักประชาธิปไตยจริงๆรำลึกถึงรัฐประหาร19ก.ย.2549 เพราะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้คนเห็นว่า ผู้แทนราษฎร(1)ต้องเป็นผู้แทนประชาธิปไตย ไม่ใช่ผู้มีแค่ตำแหน่ง (2)ต้องกล้าสู้กับผู้ทำผิดกฎหมายบ้านเมืองทุกรูปแบบ…..แต่ผู้แทนราษฎรคนเดียวทำไม่ได้แน่ เพราะการเป็นผู้แทนประชาธิปไตยนั้น หมายถึงผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่และประชาชนผู้สนับสนุนร่วมมือกันด้วย มิฉะนั้น ประชาธิปไตยไปไม่รอด

 

 

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: , | ใส่ความเห็น

ม.44มีอำนาจนิรโทษกรรมให้ผู้ใช้ทุกกรณีและตลอดไปเป็นนิรันดร์ได้หรือ

จากการติดตามข่าวสาร รับฟังได้ว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าม.44มีอำนาจถึงขนาดนิรโทษกรรมให้ผู้ใช้ได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเกิดผลเสียหายใหญ่หลวงหรือเพียงเล็กน้อยตามมา ผู้ใช้ไม่ต้องรับผิดใดๆเลย

แต่โดยหลัก การใช้กฎหมายใดก็ตาม ผู้ใช้ต้องรับผิดเสมอในผลเสียหายที่เกิดขึ้น การใช้ม.44ก็ทำนองเดียวกัน เนื่องจากการใช้กฎหมายเป็นคนละเรื่องกับการออกคำสั่งได้เองโดยไม่ต้องมีกฎหมายมาก่อน เมื่อออกคำสั่งใดๆไปแล้ว จึงถือว่าคำสั่งนั้นเป็นกฎหมาย และผู้ออกคำสั่งกับพวกไม่ต้องรับผิด ซึ่งผู้กระทำการให้เกิดผลเช่นว่านี้ได้ โดยหลัก(1)มีแต่ผู้ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น (2)ในระบอบอื่นที่มีสภาเป็นฝ่ายตรากฎหมาย สมาชิกแห่งสภานั้นไม่ต้องรับผิดในผลเสียหายที่เกิดจากการตรากฎหมาย (มีข้อสังเกตว่าไทยเริ่มเอาผิดกับสมาชิกสภา หากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการตรากฎหมาย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน) แต่ผู้ใช้กฎหมายต่างหากที่ต้องรับผิดในผลเสียหายจากการใช้โดยขาดความรอบคอบหรือไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ให้อำนาจ

ที่สำคัญการใช้กฎหมายมีการตีความ ซึ่งความรู้ประสบการณ์และทัศนคติตามยุคสมัยมักมีส่วนทำให้การตีความเปลี่ยนไปจากเดิมได้ จึงมองว่าเรื่องที่ทำแล้วไม่ผิด ต่อไปอาจผิดก็ได้ ในขณะที่หลักของกฎหมายที่ไม่ใช้ย้อนหลังเป็นโทษแก่ผู้ใด อาจยกเว้นได้ หากความเสียหายยังปรากฏหลักฐานและผู้ใช้กฎหมายนั้นยังมีชีวิตอยู่ (เรื่องกฎหมายมีผลย้อนหลังเกิดแก่บางคนบางกรณีแล้วในไทย และอาจมีต่อไป ตราบใดที่การเมืองมีสภาพเหมือนละครน้ำเน่า ในขณะที่ระบบบริหารงานบุคคลไม่อาจป้องกันบุคลากรด้อยมาตรฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือกำจัดออกไป)

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสากลรัฐถือหลัก ไม่มีกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องใด ใครเป็นเจ้าหน้าที่รัฐย่อมไม่มีอำนาจในเรื่องนั้น (ทำได้แค่มาตามเวลาแล้วนั่งเฉยๆ หมดเวลางานบ้านใครบ้านมัน) ด้วยเหตุนี้การตรากฎหมายกำกับดูแลและควบคุมพฤติกรรมของผู้คนในรัฐ(รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐในฐานะผู้ใช้กฎหมายด้วย) จึงกลายเป็นสถาบันหลักสถาบันหนึ่งของรัฐยุคใหม่ เพราะ (1)จำเป็นต้องมี (2)เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

แต่เมื่อประเทศไทยมีม.44เกิดขึ้นมา อีกทั้งมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ตามมาด้วยเป็นระยะ จึงมีข้อสังเกตว่า ม.44อาจนิรโทษกรรมให้ผู้ใช้ได้ทุกกรณีหรือไม่ โดยหลักคือไม่ เนื่องจากมีบางกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น ผู้ใช้ไม่ต้องรับผิด เพราะ(1)ไม่มีกฎหมายในเรื่องนั้นเลย หากรอตรากฎหมายเสร็จก่อน จะเสียเวลาจนเกิดความเสียหายถึงขนาดไม่อาจเยียวยา (2)หากล่าช้าจะเกิดผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประโยชน์สาธารณะ เมื่อเทียบกับประโยชน์ของเอกชน ลองตีความม.44กับผลของการใช้ที่ผ่านมา น่าจะมีส่วนที่เห็นตรงกันไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตาม การระบุนิรโทษกรรมไว้ในรัฐธรรมนูญอีกชั้นหนึ่ง ย่อมเท่ากับยืนยันว่า ม.44ไม่มีอำนาจนิรโทษกรรมให้ผู้ใช้ทุกกรณีและตลอดไปเป็นนิรันดร์นั่นเอง

Roman swordsดังนั้น เมื่อม.44ให้อำนาจแก่ผู้ใช้สูงมาก ความระมัดระวังและรอบคอบในการใช้ย่อมต้องสูงมากตามไปด้วย หากตรงนี้บกพร่อง จะไม่รับผิดได้อย่างไร ผู้ใช้ม.44จึงควรมีมุมมองไม่ต่างจากผู้ใช้ดาบสองคม(เช่นดาบโรมัน) โดยสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ตนกับพวกอาจจะโดนเข้าเองสักวัน หากเผลอฟันดะไม่ยั้งมือยั้งคิด ยกเว้นตายเร็วจึงรอด เหมือนบางคนที่เคยใช้ม.17อันโด่งดังในอดีต

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน

Categories: กฎหมายมหาชน, การเมือง, Uncategorized | ใส่ความเห็น

การปฏิรูปตำรวจน่าจะไม่สำเร็จจริงหรือ

เมืองไทยมีเรื่องที่ต้องปฏิรูปมากมาย แต่แบ่งได้เพียงสามประเภท ได้แก่ ประเภทที่ทำสำเร็จ(ในอดีตมีบ้าง แต่ปัจจุบันไม่มี) ประเภทที่ทำไม่สำเร็จ และประเภทที่ไม่กล้าทำ มองว่าประเภทหลังน่าจะมีความสำคัญกว่าประเภทอื่น เพราะคิดจะปฏิรูปเรื่องใดแล้วไม่กล้าลงมือทำ ประสบการณ์ที่ควรจะเกิด ซึ่งผู้คนรุ่นต่อไปจะนำไปใช้แก้ไข ย่อมไม่มี ส่วนประเภทที่ทำไม่สำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่าตำหนิ เพราะ(1) มีหลายเรื่องต้องทำต่อเนื่อง ไม่อาจกำหนดเวลาแล้วเสร็จ เนื่องจากต้องประเมินผลในระยะเวลาอันสมควรและปรับแต่งแก้ไขตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องอื่นๆ ซึ่งกำลังปฏิรูปอยู่เช่นกัน รวมทั้งวิวัฒน์พัฒนาการของสังคมโลก (2)เจออุปสรรคมากมายยากแก่การหลีกเลี่ยงหรือกำจัดทิ้ง จึงไปต่อไม่ได้

 

แต่อย่างไรก็ดี จะถือว่าการปฏิรูปสำเร็จไม่ได้เลย หากไม่สามารถลบล้างวิธีคิดวิถีชีวิตของคนในองค์กรที่ต้องปฏิรูป อีกทั้งผู้คนและองค์กรอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในส่วนที่เป็นอุปสรรคแก่การเปลี่ยนแปลงสู่จุดหมายอันพึงประสงค์ ที่สำคัญ ควรตระหนักด้วยว่า การเปลี่ยนวิธีคิดวิถีชิวิตคนให้สำเร็จโดยเร็วนั้น ไม่ง่าย

 

ดังนั้น หากจะเริ่มปฏิรูปเรื่องใด เช่น การปฏิรูปตำรวจตามข่าว ผู้ดำเนินการจึงจำเป็นต้องรู้วิธีคิดวิถีชีวิตคนเป็นตำรวจ รวมทั้งประชาชน บุคคลและเจ้าหน้าที่ในองค์กรอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับตำรวจด้วย แต่หากดูเฉพาะตำรวจ โดยมองข้ามกระบวนการยุติธรรมและงานราชการทั้งระบบ ซึ่งน่าจะมีเรื่องที่ไม่กล้าแตะรวมอยู่ด้วยหรือไม่ จึงมองว่าการปฏิรูปตำรวจน่าจะไม่สำเร็จ เพราะ(1)ความแม่นยำรวดเร็วเสมอภาคเป็นธรรมในการดำเนินคดี และคุณธรรมในการเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆของตำรวจ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของการปฏิรูป ไม่ได้เกิดจากตำรวจฝ่ายเดียว (2)เป็นไปไม่ได้ที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการจัดหน่วยงานตำรวจให้มีผลเปลี่ยนวิธีคิดวิถีชีวิตของเขา ซึ่งสั่งสมสืบต่อกันมาช้านาน ให้สำเร็จในเวลาเพียงไม่กี่เดือน เพราะส่วนนี้เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบของประเทศกับระบบการฝึกคนเป็นตำรวจนั่นเอง

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน

Categories: การปฏิรูปประเทศ | ป้ายกำกับ: ,,,, | ใส่ความเห็น

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.