การเมือง

ความชอบธรรมคืออะไร

 

มีข่าวสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งทดสอบความเข้าใจของนักศึกษาเรื่องความชอบธรรมโดยตั้งคำถามและเฉลยคำตอบคาดเคลื่อนมากไปจนอาจมองว่า มีส่วนเป็นอุปสรรคขวางพัฒนาการประชาธิปไตย และบั่นทอนคุณค่าของความเป็นสถาบันการศึกษาหรือไม่

ที่จริงน่าจะมองว่า ความชอบธรรมเป็นเรื่องหลักการกว้างๆและกว้างกว่าตัวบทของกฎหมาย โดยตัวบทของกฎหมายต้องอยู่ในกรอบของหลักการนี้ เพราะ “ความชอบธรรมคือความถูกต้องหรือความเป็นไปตามนิติธรรมหรือหลักของกฎหมายหรือเหตุผลสากลทางกฎหมาย” ซึ่งมีนัยของหลักความเป็นธรรมทางสังคมเป็นพื้นฐานด้วย ลอยอยู่ตามลำพังไม่ได้ ความชอบธรรมจึงเป็นเรื่องที่ผู้คนปรกติทั่วไปมีสามัญสำนึกตรงกันได้ในเรื่องการทำถูกผิด ชั่วดี ความสมเหตุสมผล ความเป็นธรรมไม่เป็นธรรม

ส่วนความชอบด้วยกฎหมายนั้น ต้องดูตัวบทของกฎหมายและวัตถุประสงค์ของกฎหมายด้วย เพราะ “ความชอบด้วยกฎหมาย คือการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายและวัตถุประสงค์ของกฎหมาย” เป็นรายละเอียดย่อยลงไปเป็นเรื่องๆ ที่ต้องเรียนรู้ให้เข้าใจ จะใช้แต่สามัญสำนึกไม่ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ตัวบทของกฎหมายต้องอยู่ในกรอบนิติธรรม ไม่ใช่คิดจะเขียนตัวบทอะไรก็เขียนกันได้ตามอำเภอใจ การทำนิติบัญญัติจึงไม่ใช่เรื่องง่าย บางเรื่องบางประเทศต้องลงทุนทำวิจัยเป็นแรมปีจึงสรุปผลว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายเรื่องนั้นหรือไม่ หากผลวิจัยชี้ชัดว่าไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายในเรื่องนั้น เช่น การป้องกันและควบคุมโรคเอดส์ ผลวิจัยชี้ว่าไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมาย ก็ต้องค้นหาแนวทางอื่น เช่น ค้นคว้าหาตัวยา เป็นต้น แต่ถ้าผลวิจัยชี้ว่าสมควรมีกฎหมาย จึงเริ่มสู่กระบวนการนิติบัญญัติต่อไป(กระบวนการทางรัฐสภาที่มีผู้แทนของประชาชนเข้าไปทำหน้าที่) ด้วยเหตุนี้ความชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นความชอบธรรมไปในตัว

ส่วนการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองการปกครองด้วยการทำรัฐประหารแล้วตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ แม้มีศาลสูงสุดพิพากษารับรองการทำรัฐประหารสำเร็จ ถือว่าผู้ทำเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ใครเป็นรัฏฐาธิปัตย์ผู้นั้นมีทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ(ตามแนวคิดทางกฎหมายของประเทศนักล่าอาณานิคมใช้กับผู้คนชาวอาณานิคมของตน)ก็ตาม แต่หากไม่มีกฎหมายใดยอมรับหรือให้ศาลใช้วินิจฉัยคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่ระบุให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีตามตัวบทกฎหมาย แต่ไม่มีตัวบทกฎหมายว่าด้วยความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ให้ศาลใช้พิจารณาคดี กฎหมายใกล้เคียงที่สุดและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ระบุชัดพอจะเทียบเคียงได้ก็ไม่มี คงมีแต่กฎหมายอาญาระบุความผิดฐานล้มล้างรัฐบาล แต่ศาลไม่นำไปใช้พิจารณาคดี จึงมีข้อสังเกตว่า คำพิพากษาในลักษณะดังกล่าว ชอบด้วยตัวบทกฎหมายได้อย่างไร และมีผลให้การทำรัฐประหารชอบธรรมหรือชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร

ในขณะเดียวกันจะนำแนวคิดการนิ่งเฉย หรือไม่โต้แย้ง ถือว่ายอมรับมาใช้ไม่ได้ เพราะการใช้อำนาจอาวุธเป็นการกระทำตามความประสงค์ของตัวบุคคล ประชาชนกลัวอำนาจอาวุธฝังหัวต่อเนื่องมานานตามแบบสังคมการเมืองยุคโบราณ จึงโต้แย้งไม่ได้ นิ่งเฉยเพื่อความปลอดภัยดีกว่า ซึ่งต่างกับโต้แย้งได้ แต่ไม่โต้แย้ง การนิ่งเฉยเช่นนี้จึงอาจมองว่ายอมรับก็ได้

ครั้นมาถึงสังคมการเมืองยุคใหม่ ใช้เหตุผลสากลทางกฎหมายหรือนิติธรรมเป็นหลักปกครองประเทศ แต่นักกฎหมายหลายประเทศยังเผลอนำแนวคิดทางการเมืองการปกครองของประเทศนักล่าอาณานิคมมาปรับใช้(การใช้อำนาจอาวุธข่มขู่หรือขับไล่รัฐบาลของประเทศใดแล้วเข้าปกครองทั้งหมดหรือบางส่วนในฐานะอาณานิคม ย่อมขาดความชอบธรรมมาแต่ต้น การใช้แนวคิดความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ดังกล่าวมาแล้ว เพื่อให้ตนใช้อำนาจนิติบัญญัติบริหารและตุลาการปกครองอาณานิคมและดูดี ดีกว่าถูกมองว่าเป็นโจรเข้าไปปล้นบ้านเมืองเขากิน นั่นเอง) กรณีจึงเจือสมกันสนับสนุนการทำรัฐประหารเป็นวิธีการพิเศษสำหรับแก้ปัญหาการเมืองการปกครองของประเทศ ซึ่งโดยหลักนิรโทษกรรมแล้ว ทำไม่ได้ เพราะผู้กระทำยังมีทางเลือกอื่น คือใช้วิธีการทางการเมืองการปกครองตามปรกติ เนื่องจากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีวาระแน่นอน ถึงเวลาก็ให้ประชาชนตรวจสอบด้วยการเลือกตั้งทั่วไป และหากบุคคลใดในคณะรัฐบาลทำผิดกฎหมายไม่ว่าในขณะดำรงตำแหน่งหรือหมดวาระไปแล้ว ย่อมสามารถนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจอาวุธขับไล่ เพราะหากไล่ไม่ไป แต่ต่อสู้ด้วยกำลัง ความเดือดร้อนย่อมตกแก่ประชาชน

อย่างไรก็ตาม แม้การทำรัฐประหารไม่มีเหตุผลทางกฎหมายเพียงพอแก่การได้รับนิรโทษกรรม แต่เพื่อความสงบทางการเมือง จึงควรนำเหตุผลทางการเมืองมาใช้อภัยโทษผู้ทำรัฐประหารโดยให้ดำรงสิทธิต่างๆตามกฎหมายเหมือนผู้คนทั่วไป มองว่าน่าจะมีผล(1)ให้การทำรัฐประหารลดลงบ้างหรืออาจหมดไป (2)รักษาระบบนิติธรรมของประเทศไว้ได้ แต่การอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจ

อนึ่ง มองว่า ความชอบธรรมมีลักษณะเดียวเท่านั้นตามที่กล่าวข้างต้น จึงไม่อาจมองทางบวกเต็มร้อยแก่รัฐบาลที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นมาบริหารประเทศ เพราะเกี่ยวเนื่องกัน รัฐบาลที่มาด้วยวิธีพิเศษมีความชอบธรรมตามกฎหมายตามคำเฉลยจึงเป็นเพียงวาทกรรม ไม่ใช่หลักการสากล เพราะไม่ได้เข้าไปเป็นรัฐบาลตามเหตุผลสากลทางกฎหมายนั่นเอง

อนึ่ง มีข้อน่าสังเกตว่า สังคมการเมืองยุคใหม่ที่อำนาจเหตุผลเข้ามาแทนที่อำนาจอาวุธแล้ว โดยหลักการเข้ามาเป็นรัฐบาลด้วยวิธีพิเศษดังกล่าวย่อมไม่ชอบธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ทางปฏิบัติจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองในสังคมการเมืองที่ยังหลงยุค มีเรื่องที่ผิดแต่มองเป็นถูกและเออออเฮฮาหาประโยชน์ส่วนตัวกันไปมีมาก ล้วนบั่นทอนพัฒนาการทางการเมืองของประเทศ แต่จะค่อยๆลดลงจนหมดไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้คนที่เข้าใจถูกต้องมีเพิ่มขึ้นทุกๆปี ซึ่งมองว่าสถาบันการศึกษาแบบทางการน่าจะมีบทบาทสำคัญมากในลำดับต้นๆ

เพียงแต่บุคลากรหลักในสถาบันการศึกษาต้องไม่คล้อยตามทางปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องของผู้คนในสังคม เพราะจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจผิดคิดว่าถูกต้อง หรือสำคัญผิดคิดว่าเป็นหลักการอันควรยึดถือ ซึ่งเท่ากับปิดประตูการศึกษาและพัฒนาการสู่ปฏิบัติการสร้างเสริมให้ประเทศมีประชาธิปไตยต่อไปในอนาคต แม้เป็นงานที่ต้องใช้เวลายาวนาน ต้องใช้งานวิจัยที่ตรงประเด็นอีกนับไม่ถ้วน เป็นงานยาก แต่ล้วนเป็นงานชี้นำทางที่ถูกต้องให้แก่สังคม มองว่าสถาบันการศึกษาจะปฏิเสธบทบาทหน้าที่และคุณค่าของตนในเรื่องดังกล่าวได้หรือครับ

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน

Advertisements
Categories: การศึกษา, การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,, | ใส่ความเห็น

ประชาธิปไตยคืออะไร

 

มองว่าความเข้าใจประชาธิปไตยแตกต่างกันไม่เป็นผลดีต่อการเมืองการปกครองของไทย เพราะน่าจะมีส่วนทำให้(1)เกิดรัฐประหารบ่อยๆเฉลี่ยประมาณ7ปีต่อครั้ง แต่ละครั้งจะถือโอกาสร่างรัฐธรรมนูญกำหนดแนวทางการเมืองการปกครองตามแนวคิดของตนได้ (2)ผลิตรัฐธรรมนูญออกมาใช้จำนวนมากเฉลี่ยประมาณ4ปีต่อฉบับ อย่างไรก็ดี มีข้อน่าสังเกตว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับ แม้มีสาระสำคัญและรายละเอียดแตกต่างกัน แต่ใช้ชื่อ“ประชาธิปไตย”ได้หมด จึงมองว่าความเข้าใจประชาธิปไตยแตกต่างกันน่าจะมีส่วนทำให้ประเทศไทยผลิตรัฐธรรมนูญออกมาใช้ถึง20ฉบับในช่วงเวลา86ปี นับแต่มีรัฐประหารครั้งแรกเมื่อ24มิถุนายน2475 และมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่27เดือนปีเดียวกัน ที่สำคัญ ความแตกแยกทางความคิดประชาธิปไตยน่าจะมีส่วนทำให้การเมืองการปกครองของไทยไม่อาจพัฒนาสู่การมีรัฐบาลของประชาชน(democracy)ได้ทั้งระบบอีกด้วย หากสภาพนี้ยังดำรงอยู่ จะผลิตรัฐธรรมนูญออกมาใช้อีกนับร้อยนับพันฉบับ ประชาธิปไตยย่อมมีไม่ได้ เนื่องจากประชาธิปไตยกับรัฐบาลของประชาชนต้องเกิดและพัฒนาเดินหน้าไปด้วยกันนั่นเอง

แต่จะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนทุกระดับทุกประเภททุกฝ่าย นักการเมือง และประชาชนเข้าใจประชาธิปไตยตรงกันหรืออย่างน้อยใกล้เคียงกันให้ได้รวดเร็ว มองว่าการให้นิยามของประชาธิปไตยต้องครอบคลุมองค์ประกอบของรัฐเอกราชที่เป็นรัฐยุคใหม่ ซึ่งโดยหลักสากลประกอบด้วยดินแดนรัฐมีขอบเขตชัดเจน อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน ประชาชนทั่วไปของรัฐ และมีรัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน

ดังนั้น ประชาธิปไตยน่าจะมีนิยามว่า “ประชาธิปไตย คืออำนาจสูงสุดทางการเมืองการปกครองซึ่งรัฐบาลของประชาชน(democracy)เป็นผู้ใช้ภายในเขตดินแดนรัฐเอกราช” เพราะประชาธิปไตยเป็นคำประเภทแนวคิด(concept) เพื่อให้มีความชัดเจนและเข้าใจตรงกันหรือใกล้เคียงกันให้มากที่สุด จึงต้องกำหนดกรอบแนวคิด(conceptual framework)ครอบคลุมองค์ประกอบของความเป็นรัฐเอกราช จะได้ไม่มองประชาธิปไตยต่างกันคนละทิศคนละทาง เพียงแต่อาจมีรายละเอียดต่างกันบ้าง มากหรือน้อยเป็นธรรมดา ไม่ถึงกับเป็นอุปสรรคสร้างรัฐบาลของประชาชนและประชาธิปไตย

อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า 1)รัฐบาลของประชาชนหรือdemocracyไม่ได้หมายความแต่เพียงคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ด้านบริหารอย่างที่นิยมเรียกกัน แต่รวมถึงรัฐสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติ และศาลทำหน้าที่ตัดสินชี้ขาดคดีความด้วย ซึ่งองค์กรและบุคคลเหล่านี้โดยหลักแล้วมีฐานะเป็นผู้แทนประชาชนทั่วไปของรัฐ ไม่ใช่ผู้แทนของคนใดกลุ่มชนใดกลุ่มอาชีพใดหรือชนชั้นใดในรัฐ

2)ประชาชนทั่วไปของรัฐ หมายความว่าผู้คนทั้งหลายที่มีฐานะเท่าเทียมกันเป็นหลัก ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจหน้าที่เหนือประชาชน เช่น ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐในขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ทหารในขณะติดอาวุธตามหน้าที่(โดยหลักสากลประชาชนที่ติดอาวุธไม่ถือว่าเป็นประชาชนอีกต่อไป แต่อาจอยู่ในฐานะทหาร หากเป็นเจ้าหน้าที่ทหารในรูปแบบต่างๆของรัฐ อาจอยู่ในฐานะผู้ก่อการร้ายหรือฐานะกบฎ) อย่างไรก็ตาม ทหารอาจเปลี่ยนฐานะเป็นกบฎได้ หากใช้อาวุธดำเนินการล้มล้างรัฐบาล แต่ปรกติเจ้าหน้าที่รัฐทุกประเภท(รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร)ในอีกฐานะหนึ่งเป็นประชาชนทั่วไปของรัฐ

3)ความเป็นผู้แทนของประชาชนเกิดจากหลักการตรวจสอบโดยประชาชน ซึ่งมี2ลักษณะ (1)การตรวจสอบโดยตรงหรือทางอ้อม ด้วยวิธีเลือกตั้งทั่วไปโดยตรงหรือเลือกตั้งทางอ้อม (2)ใช้วิธีให้ความเห็นชอบโดยตรงหรือทางอ้อม

สำหรับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ประชาชนอาจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาโดยตรง การเลือกตั้งหัวหน้าฝ่ายบริหารโดยตรง หรือทางอ้อมโดยสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือกตั้ง

ส่วนฝ่ายตุลาการนั้น ประชาชนไม่อาจตรวจสอบความรู้ด้านกฎหมายของผู้สมัครได้โดยตรง ต้องใช้ตุลาการผู้มีความรู้และประสบการณ์ตรวจสอบ แต่ประชาชนต้องให้ความเห็นชอบในการดำรงตำแหน่ง ซึ่งอาจให้ความเห็นชอบโดยตรงหรือให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบก็ได้ เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติด้านความน่าไว้วางใจในการทำหน้าที่ตุลาการ เมื่อตุลาการได้ปฏิบัติหน้าที่จนครบช่วงเวลาที่กำหนด นอกจากนั้น การมีระบบลูกขุน(เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร) หรือมีคนธรรมดาเข้าร่วมกับตุลาการอาชีพพิจารณาพิพากษาคดี(เช่น ในประเทศญี่ปุ่น) มองว่าการให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าไปตรวจสอบตุลาการขณะปฏิบัติหน้าที่ แม้ไม่ได้ทำทุกคดี แต่มีส่วนทำให้ฝ่ายตุลาการมีความเป็นผู้แทนของประชาชนมากขึ้น เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ความเป็นผู้แทนจริงๆของรัฐบาลของประชาชน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย เพราะ (1)รัฐต้องมีรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาสนับสนุนประชาธิปไตยและรัฐบาลของประชาชนสอดคล้องต้องกันชัดเจนตรงประเด็น (2)ประชาชนผู้อาสาสมัคร ไม่ว่าในนามพรรคการเมืองก็ดี ในนามตนเองก็ดี ต้องทำหน้าที่ให้ความรู้ความเข้าใจนโยบายของตนแก่ประชาชน และไม่ทำตัวเป็นผู้ทรงอิทธิพลเหนือประชาชน แต่ต้องให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและตัดสินใจเลือกนโยบายได้อย่างอิสระ โดยทำตัวเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไป (3)กฎหมายและผู้กำกับดูแลต้องไม่เปิดช่องให้ผู้ทรงอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจหน้าที่เหนือประชาชน ดำเนินการจูงใจในทางที่ผิด เช่น ซื้อเสียง ข่มขู่ ใช้ระบบอุปถัมภ์ ฯลฯ เพราะจะทำให้ประชาชนไม่มีอิสระในการตัดสินใจ และต้องจมปลักอยู่ใต้รัฐบาลของผู้ทรงอิทธิพล หรืออยู่ใต้รัฐบาลของกลุ่มชน กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มค้ำชูพวกพ้องญาติสนิทมิตรสหายสบายกันไป สังคมการเมืองที่มีรัฐบาลลักษณะนี้ ชี้ชัดว่าไม่มีประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยกับรัฐบาลของประชาชนต้องเกิดขึ้นพร้อมๆกัน เกิดก่อนหลังกันไม่ได้ จึงเป็นธรรมดาที่ประชาธิปไตยมีไม่ได้ ตราบใดที่ไม่มีรัฐบาลของประชาชน เช่น สยามประเทศมีแต่รัฐบาลของผู้ทรงอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจเหนือประชาชนตลอดมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปัจจุบัน การหาประชาธิปไตยจึงทำได้แค่ค้นตำรา

แต่อย่างไรก็ตาม สยามประเทศ มีรัฐประหารครั้งแรกเมื่อ24มิถุนายน2475 แม้มีความคิดประชาธิปไตยปรากฎในรัฐธรรมนูญฉบับแรก แต่เมื่อไม่มีรัฐบาลของประชาชน เพราะประชาชนไม่รู้เรื่อง ประชาชนเป็นเพียงฝ่ายถูกอ้างให้คณะผู้ก่อการดูดีดูขลัง ในชื่อคณะราษฎร (มีข้อน่าสังเกตว่า วิธีการตั้งชื่อทำนองนี้ พรรคการเมืองซึ่งเกิดขึ้นเหมือนดอกเห็ดได้นำมาใช้ตั้งชื่อพรรคของตน แต่การกระทำเพื่อประชาชนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คงต้องดูผลงานและพฤติกรรมการใช้อำนาจทางการเมืองการปกครองเป็นสำคัญ) ประชาธิปไตยจึงเป็นเพียงความคิด และมีอันต้องยุติไปอย่างสิ้นเชิง เดินต่อไม่ได้เนื่องจากมี(1)ความแตกต่างทางความคิดประชาธิปไตยในระหว่างผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองระดับสูงในช่วงเวลานั้น (2)การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่สองเมื่อ10ธันวาคมปีเดียวกัน รวมเวลาที่คณะราษฎรดำรงความคิดประชาธิปไตยในมุมมองของตนไว้ได้เพียง5เดือน13วัน ทำอะไรไม่ได้ อีกทั้งแสดงให้เห็นว่า ขาดยุทธศาสตร์ ขาดความรอบคอบ และใช้ยุทธวิธีผิดพลาด เพราะประชาชนทั่วไปยังไม่พร้อมที่จะมีส่วนร่วมสร้างรัฐบาลของประชาชนนั่นเอง รัฐธรรมนูญฉบับแรกมีข้อความยืนยันความไม่พร้อมนี้ชัดเจน รัฐบาลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่รัฐบาลของประชาชน และมีลักษณะนี้สืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น หากมองในแง่การก่อกำเนิดและริเริ่มพัฒนาประชาธิปไตยในแนวคิดของคณะราษฎร รัฐประหารครั้งแรกเสียของ เพราะแม้มีความคิดดี จริงใจ กล้าหาญ แต่ทำผิดวิธีย่อมก่อความเสียหายต่อเนื่องยาวนานได้

ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆมาจนถึงฉบับปัจจุบัน(ฉบับที่20)เหมือนลอกกันต่อๆมา แม้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง แต่ประชาธิปไตยยังคงเป็นเพียงชื่อเรียกขานให้รัฐธรรมนูญดูดีแค่นั้นเอง เพราะเนื้อหาสำคัญมีส่วนที่ไม่ใช่ ไม่สอดคล้องกับชื่อ ที่สำคัญต่อมามีการมองข้ามหลักการสำคัญเพิ่มขึ้น เช่น มีนิรโทษกรรมการทำรัฐประหารไว้ด้วย ความเป็นรัฐธรรมนูญของประเทศจึงหดหายหมดสิ้น ใครมีอำนาจอาวุธจึงทำรัฐประหารตั้งรัฐบาลของตนเองได้ และฝ่ายตุลาการยอมรับ เรื่องผิดกฎหมายและขัดรัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นหลักและวิธีการพิเศษในการแก้ปัญหาของประเทศและการเปลี่ยนรัฐบาลในส่วนของคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา มองว่าน่าจะมีส่วนทำให้เจ้าหน้าที่รัฐชั้นผู้ใหญ่หลายคนหลายประเภทแทบทุกฝ่ายรวมทั้งพระชั้นสูงตามกฎหมายสงฆ์หลายรูปด้อยประสิทธิภาพและคุณธรรม มีข่าวคดีคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นแพร่หลายทั่วประเทศ เกิดปรากฎการณ์นักการเมืองด้อยคุณภาพอุดมการณ์เสื่อมถอยพร้อมกับความชรามีเพิ่มแต่ตายยาก ในขณะที่นักการเมืองรุ่นใหม่(ผู้คนทุกวัยที่มีความคิดก้าวหน้าทันยุคสมัยหรืออาจมีผู้ก้าวล้ำยุคไปไกลแล้วก็ได้) ยังไม่ทันมีบทบาท รัฐธรรมนูญไทยกลับถอยหลังย้อนยุคไปไกลกู่กลับยากเสียแล้ว อีกทั้งมีรัฐธรรมนูญประเภท two in one หรือเหมือนมีสองรัฐบาลพร้อมกันได้ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียว ตามด้วยเสียงวิจารณ์กันว่า แก้ไขยากกว่าเคลื่อนย้ายบ้านพักตุลาการทั้งหลังออกจากป่าแหว่งเชิงดอยสุเทพไปไว้บนพื้นราบหลายเท่า แต่สำหรับผู้เก่งกล้าอาจรู้ช่องทางและมองว่าไม่ยากก็ได้ใครจะไปรู้

เพราะฉะนั้น อย่าถามว่าตั้งแต่รัฐประหารครั้งแรกถึงปัจจุบัน(86ปีแล้ว) ประเทศไทยมีประชาธิปไตยสมบูรณ์หรือยัง เพราะประชาธิปไตยจริงๆยังเกิดไม่ได้เลย จะเอามาจากไหนไปพัฒนาให้สมบูรณ์ แต่ถ้าต้องการหาคำตอบที่ตรงประเด็น เนื่องจากประเทศใดจะเป็นประชาธิปไตยได้ ทุกคนต้องร่วมมือกัน โดยเข้าใจประชาธิปไตยให้ตรงกันหรืออย่างน้อยใกล้เคียงกันให้มากที่สุดก่อน ดังนั้น จึงน่าจะถามใหม่ว่า เมื่อใดหรืออีกนานเท่าไรด้วยเงื่อนไขใด เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนทุกระดับทุกประเภททุกฝ่าย นักการเมือง และประชาชนจึงจะเข้าใจประชาธิปไตยอย่างน้อยใกล้เคียงกันให้ได้รวดเร็ว ว่าประชาธิปไตยคืออะไรแน่ ส่วนผมเลือกคำนิยามตามที่กล่าวมาข้างต้นครับ

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,,,,, | ใส่ความเห็น

คนแบบไหนเหมาะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองไทยยุคใหม่

คนอยากเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองมีไม่น้อย เพราะอยากเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญใหม่ แม้รู้ว่ามีปัญหาสำคัญแห่งยุค(สำหรับเมืองไทย)รออยู่ ได้แก่ พรรคควรมี(1)นโยบายอะไรบ้างที่โดนใจประชาชน และ(2)จะผลักดันนโยบายให้เดินหน้าราบรื่นต่อเนื่องจนบรรลุผลได้อย่างไร อีกทั้งในฐานะผู้เสนอตัวเป็นผู้แทนปวงชน จึงต้องอธิบายความให้ผู้คนสามวัย(หนุ่มสาว กลางคน และสูงวัย)เข้าใจตรงกัน เพื่อให้ได้รับคะแนนนิยมมากพอเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

จึงมองว่าหัวหน้าพรรคที่เหมาะสมกับยุคสมัยน่าจะมีคุณสมบัติ2ก(เก่งและกล้า)ระดับพิเศษ และสามารถจัดทีมงานอันประกอบด้วยคนสามวัยเข้าพื้นที่ทุกเขตเลือกตั้ง

ด้วยเหตุที่คุณสมบัติ2ก.ระดับธรรมดาใช้ไม่ได้แล้ว(หมดยุค) เพราะหากได้รับเลือกจะส่งผลวนกลับไปเหมือนเดิม ไม่เกิดประโยชน์แก่บ้านเมืองและประชาชนยุคใหม่ ซึ่งนักการเมืองทั้งเก่าและใหม่ต่างรู้ดีกว่าใคร(หากไม่หลงยุคจนโงหัวไม่ขึ้น)

อนึ่ง มีข้อน่าสังเกตว่า เก่งระดับพิเศษ เช่น เก่งในการวินิจฉัยสั่งการหรือการตัดสินใจเลือกนโยบายที่ถูกต้องโดนใจประชาชน ส่วนกล้าระดับพิเศษ ไม่ใช่กล้าเดินเข้าคุก เพราะผู้คนอาจมองว่าหนีปัญหาเอาชีวิตรอดก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่กล้าระดับพิเศษเป็นเรื่องของวีรบุรุษวีรสตรี ที่มักทำวีรกรรมเสี่ยงตาย ซึ่งบ้างคนอาจตายหรือรอดก็ได้ เมื่อการเมืองไทยช่วงต่อไปส่อเค้าอาจรุนแรงกว่าอดีต ใครกลัวถูกฆ่าก็ควรไปทำงานอื่น เพราะเข้าไปเป็นหัวหน้าพรรคก็ดีเป็นนายกรัฐมนตรีก็ดี จะทำอะไรไม่ได้แน่ เปลืองน้ำลาย เสียเวลาและเงินของตนเอง อีกทั้งยังเปลืองเงินภาษีของประชาชนด้วย

อย่างไรก็ตาม ใครมีคุณสมบัติดังกล่าวเหนือกว่าคู่แข่งขัน มองว่าจะได้รับคะแนนนิยมมากกว่าแน่(คุณสมบัติอื่นๆเป็นรอง) เพราะคนไทยยุคใหม่รู้ว่าปัญหาที่ค้างคาใจ พูดกันมานาน และอยากให้คนเป็นนายกแก้ไข เช่น ป้องกันรัฐประประหาร หากเกิดรัฐประหารต้องไม่หนี แต่ต้องระงับให้ได้ มิฉะนั้น การดำเนินนโยบายสำคัญๆอื่นๆจะล้มเหลวหมด ไม่ว่าการดำเนินกรรมวิธีทำรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีรัฐบาลของประชาชน(democracy)อย่างแท้จริง ซึ่งต้องทำพร้อมไปกับดำเนินการปราบจน ปราบโกง ปราบอิทธิพลนอกนิติธรรม ฯลฯ ก็ตาม แม้ล้วนเป็นเรื่องที่ควรกำหนดเป็นนโยบายพรรคการเมือง แต่ยากเกินกว่าคนมี2ก.ธรรมดาจะทำได้ จึงมองว่าหัวหน้าพรรคการเมืองไทยยุคใหม่เป็นโอกาสของผู้เก่งกล้าเป็นพิเศษโดยแท้

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์…..ผู้เขียน

 

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,, | ใส่ความเห็น

นิติธรรมคืออะไร

 

ใครทำรัฐประหารสำเร็จ กระบวนการยุติธรรมยุคโบราณและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมองว่า ผู้นั้นเป็นรัฏฐาธิปัตย์ สามารถสั่งการได้โดยไม่ต้องรับผิด เพราะถือว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่ง อาจถูกลงโทษโดยเอาผู้ที่ขัดคำสั่งไปฆ่าก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลารอนานให้ศาลสั่ง ซึ่งเป็นแนวคิดการใช้อำนาจบุคคลทางการเมืองการปกครองประเทศในยุคโบราณสืบทอดกันมา แม้บางช่วงบางประเทศมีความพยายามใช้นิติธรรมเป็นหลักในการปกครอง แต่ก็มีประเทศที่ยังไปไม่รอด

มองว่าอำนาจบุคคลที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์นั้น แท้จริงแล้วเกิดจากพลังอำนาจอาวุธในความควบคุมไม่ทางตรงก็โดยอ้อมของบุคคล เพียงแต่เรียกให้ดูดีว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แค่นั้นเอง แม้ผู้คนจำต้องยอมรับเพราะกลัวถูกฆ่า แต่พัฒนาการของสังคมการเมืองมองว่าไม่เป็นธรรม เพราะเห็นคนไม่กี่คนเอารัดเอาเปรียบผู้คนส่วนใหญ่ทุกเรื่องก็ว่าได้ ไม่ว่าในด้านทรัพย์สิน ศักดิ์ศรี และแม้แต่คุณงามความดี แต่ไม่มีอำนาจอื่นใดยับยั้งเขาได้

อย่างไรก็ดี การสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมเป็นงานที่ไม่มีขอบเขตจำกัด อีกทั้งมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นทุกวันและไม่รู้วันสิ้นสุด ยากที่ใครจะสร้างได้ตามลำพัง ที่สำคัญเมื่อบุคคลใดมีอำนาจมาก โอกาสที่จะใช้อำนาจไปในทางที่ผิด หรือผิดพลาด หรือบิดเบือนการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนและพวกย่อมมีมาก เนื่องจากไม่มีใครกล้าใช้เหตุผลในการตรวจสอบ โต้แย้ง ติติง หรือประท้วง เพราะคมดาบไม่รู้จักอะไรคือเหตุที่ทำให้เกิดผลอันแท้จริง คนกลัวถูกฆ่าจึงบิดเบือนเหตุผลเอาตัวรอด และแสวงหาผลประโยชน์อื่นๆใส่ตัวและพวกได้เช่นกัน

ความเป็นธรรมกับนิติธรรม. --

แต่การใช้กฎหรือหลักของกฎหมาย หรือนิติธรรม(the rule of law)ในการปกครองจะทำให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคมขึ้นมาได้ ในขณะเดียวกัน ความเป็นธรรมทางสังคมก็เป็นพื้นฐานของนิติธรรมด้วย ความเป็นธรรมทางสังคมและนิติธรรมจึงแยกกันไม่ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ซึ่งมีความผูกพันกันด้วยอำนาจเหตุผล สังคมการเมืองจึงมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆจนเป็นที่มาของรัฐบาลของประชาชน(democracy) หรือระบอบการเมืองการปกครองที่ผู้คนของประเทศใด ตั้งรัฐบาลของตนเองโดยตรงหรือทางอ้อมขึ้นมาบริหารประเทศแทนตน โดยใช้อำนาจเหตุผลแทนอำนาจอาวุธ

ด้วยเหตุนี้ ประเทศใดมีรัฐบาลของประชาชน อารยประเทศจึงมองว่าเป็นรัฐบาลที่แท้จริง เพราะเป็นผู้แทนประชาชนของประเทศนั้น เป็นรัฐบาลที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เชื่อถือได้ เนื่องจากมองว่าจะใช้เหตุผลสากลเหมือนกันในการพูดจา ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่เกทับกันอย่างในยุคโบราณ(ปัจจุบันนี้ หากประเทศใดนำมาใช้ เพราะเห็นว่าประเทศของตนมีแสนยานุภาพเหนือกว่า จะถูกประณามทันที)

สำหรับการเมืองการปกครองในปัจจุบัน(ประเทศส่วนใหญ่ต่างก้าวข้ามหรืออย่างน้อยกำลังก้าวข้ามยุคโบราณไปอยู่ในยุคอนุรักษ์ โดยมีบางส่วนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคก้าวหน้า) หากถามว่านิติธรรมคืออะไร ผมขอตอบสั้นๆว่า นิติธรรมคือเหตุผลสากลทางกฎหมายครับ

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน

 

Categories: กฎหมายมหาชน, การศึกษา, การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,,, | ใส่ความเห็น

วิธีเลือกตั้งแบบเยอรมันนีมีปัญหา ไทยเอามาใช้ผลจะเป็นอย่างไร

ตัวหนังตะลุงไทย

ประเทศเยอรมันนีมีเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ24ก.ย.2560 ถึงวันนี้เกินสองเดือนแล้วยังตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ มีเสียงวิจารณ์ว่าเกิดจากการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทำให้ไม่มีพรรคใดได้ที่นั่งในสภาเกินกึ่ง จึงต้องตั้งรัฐบาลผสมเท่านั้น เมื่อพรรคการเมืองไม่ร่วมมือกันให้ได้ที่นั่งในสภาเกินกึ่ง ก็ตั้งรัฐบาลผสมไม่ได้

อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศเยอรมันนี อุดมการณ์และนโยบายทางการเมืองของพรรคต่างกัน น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อความสำเร็จหรือไม่ในการตั้งรัฐบาลผสมด้วย หากจะมีการเลือกตั้งใหม่ ผลจึงน่าจะเหมือนเดิม เพราะจะมีพรรคใหญ่เกินสองพรรคตามเดิม หากยังร่วมมือกันไม่ได้ รัฐบาลผสมก็เกิดขึ้นไม่ได้ ส่วนพรรคเล็กๆไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าใดนัก

แต่ประเทศไทยมีพรรคการเมืองใหญ่เพียงสองพรรคเท่านั้น และน่าจะลงตัวเพียงแค่นี้ไปอีกนาน ในขณะที่มีพรรคเล็กๆเป็นตัวแปรสำคัญ แม้พรรคใหญ่ที่สามอย่างเขาอาจเกิดขึ้นได้ แต่ช่วงนี้และต่อไปคงไม่ง่าย เพราะคนไทยมีความรู้และประสบการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไปมาก หากตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนตัวบุคคลโดยไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองและนโยบายที่ชื่นชอบสนับสนุน ประชาชนอาจมองว่าเป็นพรรคเฉพาะกิจเหมือนในอดีต ไม่ยั่งยืน เป็นที่พึ่งพาอะไรไม่ได้

เมื่อประเทศไทยนำวิธีการเลือกตั้งของเขามาใช้ เพราะรู้ว่าจะเกิดผลทำนองเดียวกัน มองว่าเพื่อให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี โดยการสนับสนุนของพรรคการเมืองใหญ่บางพรรคและสมาชิกวุฒิสภาลากตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลจึงอาจทำได้โดยมีพรรคใหญ่พรรคเดียวสนับสนุน แต่อาจไม่มั่นคง ยกเว้นมีพรรคเล็กเข้าร่วมด้วย

อนึ่ง หากไม่มีพรรคใหญ่เข้าร่วมเลย มีแต่พรรคเล็กๆกับสมาชิกวุฒิสภาลากตั้งให้การสนับสนุน แม้ตั้งรัฐบาลผสมได้สบาย แต่คงอยู่ได้ไม่นาน แม้จะมีพรรคการเมืองตั้งใหม่ ซึ่งอาจมีที่นั่งในสภาบ้าง ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ยกเว้นกลายเป็นพรรคใหญ่พรรคที่สาม มีที่นั่งในสภามากพอเป็นแกนนำรวมพรรคเล็กๆให้ได้เสียงเกินกึ่ง ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ในการต่อสู้ทางการเมืองตามปรกติ

อย่างไรก็ตาม หากเกิดปัญหาอย่างในประเทศเยอรมันนี และเผลอให้มีการเลือกตั้งใหม่ ประชาชนย่อมรู้แล้วว่าจะสนับสนุนพรรคใดให้เต็มที่ไปเลย ซึ่งหากประชาชนพร้อมใจกันเลือกพรรคใหญ่เท่านั้น ไม่เลือกพรรคเล็ก ผลการเลือกตั้งจะเปลี่ยนเป็นพรรคใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้ที่นั่งในสภาเกินกึ่ง ปิดช่องคนนอกลอดเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรีได้สนิท แต่หากต้องการคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เลือกพรรคเล็กๆอย่างเคย มองว่าไม่ผิดหวัง แต่ผลคงไม่ต่างจากเอาตัวหนังตะลุงมาพิงข้างฝาบ้านไว้ดูแค่นั้นเอง

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์…..ผู้เขียน

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,, | ใส่ความเห็น

ทางสองแพร่งในการเมืองไทย

ทางสองแพร่งในการเมืองไทย

ในอดีตเคยวิตกกันว่า การเลือกตั้งอาจได้คนไม่มีคุณภาพเข้าไปบริหารประเทศและตรากฎหมาย แต่ปัจจุบันวิตกกันว่า หากไม่มีเลือกตั้ง ประเทศจะไม่มีอะไรดีขึ้น ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ จึงมีข้อสังเกตว่า (1)สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยยุคนี้มีคุณภาพสูงกว่ายุคก่อนๆ ซึ่งมีข้อเท็จจริงยืนยันชัดอยู่แล้ว อีกทั้งเป็นไปตามพัฒนาการของสังคมการเมืองและสากลนิยมด้วย (2)สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐบาลโดยวิธีพิเศษ มีคุณภาพด้อยกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่มาโดยการเลือกตั้งของประชาชน จึงมีโพลชี้ว่าประชาชนอยากให้มีการเลือกตั้งหรือไม่

 

เมื่อรัฐธรรมนูญ2560ระบุแนวทางสู่การเลือกตั้งไว้ชัด ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่ได้ในปี2561 จึงเชื่อว่าไม่มีการยืดเวลาออกไป เพราะขัดรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนความต้องการที่ตรงกันของประชาชนและนักการเมืองทุกพรรคทุกฝ่าย แต่หากอยากได้ใจจากประชาชนและนักการเมือง ก็ควรเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น เช่น อาจอยู่ในช่วงมี.ค.2561 ซึ่งจะทำให้มีรัฐบาลใหม่ราวกลางปี2561ได้ และนักการเมืองจำนวนมากอาจสนับสนุนนายกมาจากคนนอกก็ได้ ในวงจรผลประโยชน์ต่างตอบแทน รัฐธรรมนูญที่ฝ่ายผู้ทรงอำนาจทำไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ จะได้ไม่เสียของ

 

อนึ่ง หากฝ่ายผู้ทรงอำนาจอยากมีตำแหน่งทางการเมืองต่อไป รัฐธรรมนูญ2560นี้ได้กำหนดตำแหน่งรองรับไว้หมดแล้ว ในรูปของสมาชิกวุฒิสภาและในรูปกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งฝ่ายผู้มีอำนาจแต่งตั้งเองได้ อีกทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งคนนอกมีสิทธิด้วย เป็นเหมือนของตาย ได้เป็นแน่ หากได้ใจจากนักการเมืองดังกล่าวมาแล้ว เพียงแต่ประชาชนและนักการเมืองจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย อาจมีส่วนทำให้การบริหารและการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ราบรื่นหรือติดขัดจนไม่อาจทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หรืออาจวางยาให้ตายทั้งเป็น เนื่องจากมีข้อน่าสังเกตว่า ไม่ว่านายกจะเป็นคนนอกหรือคนใน(เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย) หากอยู่นานพอสมควรตามสภาพของแต่ละคนและไปรอดปลอดภัยดีแล้ว ติดใจเป็นต่อ ก็มักมีเหตุพาไปคุก อีกทั้งปัจจุบันอาจต้องใช้หนี้ด้วย หรือไม่ก็ต้องไปหาที่อยู่ใหม่ในประเทศอื่น ซึ่งไม่ค่อยสบายเหมือนเมืองไทย

 

อย่างไรก็ดี มองว่าขณะนี้รัฐบาลโดยวิธีพิเศษเดินมาถึงทางสองแพร่งและกำลังประเมินสถานการณ์ เพื่อตัดสินใจเลือกระหว่าง เส้นทางแรก ซึ่งผู้คนและนักการเมืองหลายคนมักตั้งข้อสังเกตกันว่า อาจจะมีการใช้ม.44เลื่อนเลือกตั้งออกไปหรือไม่ และอาจจะนำมาใช้ในช่วงที่ผลการเลือกตั้ง ทำให้นักการเมืองอาจจับมือกอดคอกันแบบคาดไม่ถึงมาก่อน ส่อเค้าคนนอกหมดสิทธิเป็นนายกหรือไม่ จะให้นักการเมืองบางคนบางพรรคเข้าข้างฝ่ายตนต่อไปจะได้หรือไม่ ล้วนมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองถึงขั้นเอาไม่อยู่หรือไม่ เพราะกระแสความต้องการเลือกตั้งมาแรงขึ้นเรื่อยๆ

 

แต่อย่างไรก็ตาม หากรอดไปได้จนมีผลการเลือกตั้งออกมา ประชาชนจำนวนมากอาจเอียงข้างพรรคและบุคคลที่มีผลเลือกตั้งสนับสนุนให้เป็นรัฐบาล ที่สำคัญประชาชนผู้สนับสนุนนักการเมืองย่อมมีอารมณ์ค้างฝังใจอยู่ตลอดแน่ ในขณะที่ผู้สนับสนุนคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีมีแค่สมาชิกวุฒิสภาที่ประชาชนไม่ได้เลือกตั้งมาเลย คนนอกที่ไหนจะกล้าเสี่ยงเข้ามาเป็นนายก ทางเลือกแรกนี้จึงเปรียบเหมือนทางที่โรยด้วยเศษอิฐหินที่มีเหลี่ยมมุมอันแหลมคมมากมายตลอดทาง

 

ส่วนเส้นทางที่สอง ฝ่ายผู้มีอำนาจทำเพียงกำกับดูแลให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งดำเนินการในกรอบของรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญการเร่งรัดตรากฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และร่นเวลาเลือกตั้งให้เร็วขึ้น เช่น อาจอยู่ในช่วงมี.ค.2561 ซึ่งจะทำให้มีรัฐบาลใหม่ราวกลางปี2561ได้ ดังกล่าวข้างต้น นอกจากอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญด้วยแล้ว ประชาชนและนักการเมืองจำนวนมากจะให้คะแนนนิยมชมชอบอีกด้วย จึงเป็นทางที่ปลอดภัย ไร้ความเสี่ยงใดๆ เดินนุ่มสบาย เหมือนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบทีเดียว

 

ท้ายสุด แม้ฝ่ายผู้ทรงอำนาจสามารถเลือกเส้นทางแรกได้ เพราะสวมรองเท้าพิเศษอยู่ แต่เชื่อว่าไม่น่าสำคัญผิดถึงขนาดเห็นเศษอิฐหินเป็นกลีบกุหลาบ หรือในทำนองกลับกันบนทางสองแพร่งนี้ เพราะเป็นฝ่ายรักษาความสงบในบ้านเมืองโดยตรงตลอดมากว่าสามปีแล้ว คงไม่อยากเสี่ยงพลาดท่าไปมีส่วนก่อความไม่สงบเสียเอง

 

 

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์…..ผู้เขียน

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,, | ใส่ความเห็น

จุดเด่นรัฐประหาร19ก.ย.2549ที่รัฐประหารครั้งอื่นๆไม่มี

มองว่าคนไทยไม่ค่อยตื่นเต้นอะไรกับรัฐประหารเท่าใดนัก เพราะเกิดบ่อย ชั่วชีวิตคนไทยจึงมักเห็นซ้ำหลายครั้ง ด้วยเหตุอ้างเดิมๆ และไม่เคยแก้ไขเหตุนั้นให้หมดไปหรือทำให้ลดลงสักครั้ง เช่น อ้างทำเพื่อกำจัดคอร์รัปชั่น ถ้ากำจัดได้จริง คอร์รัปชั่นคงลดลงไปทุกครั้งและหมดไปนานแล้ว ไม่รอให้เกิดรัฐประหาร19ก.ย.2549 ครั้งต่อมา และต่อไปไม่มีจบสิ้น เรียกว่ารัฐประหารครั้งสุดท้ายในเมืองไทยเป็นได้แค่ฝัน

 

เหตุเพราะผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่มองรายละเอียดในเนื้อหาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และใช้เป็นบทเรียนแบบตรงประเด็น เพื่อให้การรำลึกมีความหมายแก่การป้องกันการเกิดซ้ำ จนดูเหมือนรัฐประหารกลายเป็นความเคยชินไปแล้วหรือไม่

 

 

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า เนื้อหาของการทำรัฐประหารทุกครั้ง(ยกเว้นครั้งแรกเมื่อ24มิ.ย.2475)เหมือนกัน คือ ขับไล่รัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาออกไป แล้วตั้งผู้สนับสนุนกับพวกเข้าไปทำหน้าที่แทน ที่สำคัญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล ซึ่งมีจำนวนมากอยู่แล้วในรัฐสภาและอีกส่วนหนึ่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี ต่างหลบหนีกันหมด ปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐในทุกหน่วยงานและทุกฝ่าย เอียงข้างฝ่ายรัฐประหารหมดสิ้น การทำรัฐประหารจึงสำเร็จเรียบร้อยโดยง่าย

 

 

แต่รัฐประหาร19ก.ย.2549มีเนื้อหาต่างออกไป อีกทั้งมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรคนหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้ารัฐบาลด้วย และกำลังทำหน้าที่ในต่างประเทศ ประกาศสู้(เช่น มีการสั่งปลดผู้นำทำรัฐประหารออกจากตำแหน่งประจำการ) มองว่าหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลไม่หลบหนีเอาตัวรอด แต่ร่วมมือสู้อย่างจริงจังตามอำนาจหน้าที่เหมือนในบางประเทศ เช่น ภายใต้เงื่อนไขที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตระหนักว่าตนได้รับเลือกตั้งโดยประชาชน ร่วมกับประชาชนผู้สนับสนุน เปิดประชุมรัฐสภา เพื่อทำหน้าที่โดยเชิญสมาชิกวุฒิสภา(ช่วงนั้นสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเช่นกัน)เข้าร่วมด้วย การทำรัฐประหารน่าจะไม่สำเร็จเรียบร้อยโดยง่าย แต่อาจต้องยุติไปก็ได้

 

 

น่าเสียดายในวันนั้น มีเพียงคนเดียวที่กล้าประกาศสู้ ซึ่งมีข้อสังเกตว่า มีนัยสำคัญในทางสัญลักษณ์ของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในกาลต่อมาและต่อไปด้วย มองว่าเนื้อหานี้มีส่วนทำให้นักประชาธิปไตยจริงๆรำลึกถึงรัฐประหาร19ก.ย.2549 เพราะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้คนเห็นว่า ผู้แทนราษฎร(1)ต้องเป็นผู้แทนประชาธิปไตย ไม่ใช่ผู้มีแค่ตำแหน่ง (2)ต้องกล้าสู้กับผู้ทำผิดกฎหมายบ้านเมืองทุกรูปแบบ…..แต่ผู้แทนราษฎรคนเดียวทำไม่ได้แน่ เพราะการเป็นผู้แทนประชาธิปไตยนั้น หมายถึงผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่และประชาชนผู้สนับสนุนร่วมมือกันด้วย มิฉะนั้น ประชาธิปไตยไปไม่รอด

 

 

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: , | ใส่ความเห็น

ม.44มีอำนาจนิรโทษกรรมให้ผู้ใช้ทุกกรณีและตลอดไปเป็นนิรันดร์ได้หรือ

จากการติดตามข่าวสาร รับฟังได้ว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าม.44มีอำนาจถึงขนาดนิรโทษกรรมให้ผู้ใช้ได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเกิดผลเสียหายใหญ่หลวงหรือเพียงเล็กน้อยตามมา ผู้ใช้ไม่ต้องรับผิดใดๆเลย

แต่โดยหลัก การใช้กฎหมายใดก็ตาม ผู้ใช้ต้องรับผิดเสมอในผลเสียหายที่เกิดขึ้น การใช้ม.44ก็ทำนองเดียวกัน เนื่องจากการใช้กฎหมายเป็นคนละเรื่องกับการออกคำสั่งได้เองโดยไม่ต้องมีกฎหมายมาก่อน เมื่อออกคำสั่งใดๆไปแล้ว จึงถือว่าคำสั่งนั้นเป็นกฎหมาย และผู้ออกคำสั่งกับพวกไม่ต้องรับผิด ซึ่งผู้กระทำการให้เกิดผลเช่นว่านี้ได้ โดยหลัก(1)มีแต่ผู้ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น (2)ในระบอบอื่นที่มีสภาเป็นฝ่ายตรากฎหมาย สมาชิกแห่งสภานั้นไม่ต้องรับผิดในผลเสียหายที่เกิดจากการตรากฎหมาย (มีข้อสังเกตว่าไทยเริ่มเอาผิดกับสมาชิกสภา หากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการตรากฎหมาย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน) แต่ผู้ใช้กฎหมายต่างหากที่ต้องรับผิดในผลเสียหายจากการใช้โดยขาดความรอบคอบหรือไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ให้อำนาจ

ที่สำคัญการใช้กฎหมายมีการตีความ ซึ่งความรู้ประสบการณ์และทัศนคติตามยุคสมัยมักมีส่วนทำให้การตีความเปลี่ยนไปจากเดิมได้ จึงมองว่าเรื่องที่ทำแล้วไม่ผิด ต่อไปอาจผิดก็ได้ ในขณะที่หลักของกฎหมายที่ไม่ใช้ย้อนหลังเป็นโทษแก่ผู้ใด อาจยกเว้นได้ หากความเสียหายยังปรากฏหลักฐานและผู้ใช้กฎหมายนั้นยังมีชีวิตอยู่ (เรื่องกฎหมายมีผลย้อนหลังเกิดแก่บางคนบางกรณีแล้วในไทย และอาจมีต่อไป ตราบใดที่การเมืองมีสภาพเหมือนละครน้ำเน่า ในขณะที่ระบบบริหารงานบุคคลไม่อาจป้องกันบุคลากรด้อยมาตรฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือกำจัดออกไป)

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสากลรัฐถือหลัก ไม่มีกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องใด ใครเป็นเจ้าหน้าที่รัฐย่อมไม่มีอำนาจในเรื่องนั้น (ทำได้แค่มาตามเวลาแล้วนั่งเฉยๆ หมดเวลางานบ้านใครบ้านมัน) ด้วยเหตุนี้การตรากฎหมายกำกับดูแลและควบคุมพฤติกรรมของผู้คนในรัฐ(รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐในฐานะผู้ใช้กฎหมายด้วย) จึงกลายเป็นสถาบันหลักสถาบันหนึ่งของรัฐยุคใหม่ เพราะ (1)จำเป็นต้องมี (2)เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

แต่เมื่อประเทศไทยมีม.44เกิดขึ้นมา อีกทั้งมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ตามมาด้วยเป็นระยะ จึงมีข้อสังเกตว่า ม.44อาจนิรโทษกรรมให้ผู้ใช้ได้ทุกกรณีหรือไม่ โดยหลักคือไม่ เนื่องจากมีบางกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น ผู้ใช้ไม่ต้องรับผิด เพราะ(1)ไม่มีกฎหมายในเรื่องนั้นเลย หากรอตรากฎหมายเสร็จก่อน จะเสียเวลาจนเกิดความเสียหายถึงขนาดไม่อาจเยียวยา (2)หากล่าช้าจะเกิดผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประโยชน์สาธารณะ เมื่อเทียบกับประโยชน์ของเอกชน ลองตีความม.44กับผลของการใช้ที่ผ่านมา น่าจะมีส่วนที่เห็นตรงกันไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตาม การระบุนิรโทษกรรมไว้ในรัฐธรรมนูญอีกชั้นหนึ่ง ย่อมเท่ากับยืนยันว่า ม.44ไม่มีอำนาจนิรโทษกรรมให้ผู้ใช้ทุกกรณีและตลอดไปเป็นนิรันดร์นั่นเอง

Roman swordsดังนั้น เมื่อม.44ให้อำนาจแก่ผู้ใช้สูงมาก ความระมัดระวังและรอบคอบในการใช้ย่อมต้องสูงมากตามไปด้วย หากตรงนี้บกพร่อง จะไม่รับผิดได้อย่างไร ผู้ใช้ม.44จึงควรมีมุมมองไม่ต่างจากผู้ใช้ดาบสองคม(เช่นดาบโรมัน) โดยสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ตนกับพวกอาจจะโดนเข้าเองสักวัน หากเผลอฟันดะไม่ยั้งมือยั้งคิด ยกเว้นตายเร็วจึงรอด เหมือนบางคนที่เคยใช้ม.17อันโด่งดังในอดีต

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน

Categories: กฎหมายมหาชน, การเมือง, Uncategorized | ใส่ความเห็น

พัฒนาการของสังคมการเมืองบนโลกนี้ไปได้สูงสุดแค่ไหน

เทคโนโลยีมีพัฒนาการแบบไม่มีขีดจำกัด แม้เทคโนโลยีหลายอย่างยังติดขัดบ้างในปัจจุบัน แต่ไม่นานข้อติดขัดนั้นย่อมหมดไป เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วนับไม่ถ้วน ในขณะที่ระบอบการเมืองการปกครองตามหลังพัฒนาการทางเทคโนโลยี มีระยะห่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นว่า ในขณะที่มนุษย์พยายามเดินทางไปยังดาวดวงอื่นที่น่าจะมีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงโลก และทดลองปรับสภาพแวดล้อมให้มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ได้ แต่ระบอบการเมืองการปกครองในหลายประเทศยังไม่อาจก้าวพ้นความเป็นสังคมการเมืองยุคโบราณ แม้บางประเทศก้าวพ้นไปได้แล้ว แต่ยังไม่อาจถือว่ามีความก้าวหน้าทีเดียว เพราะอาจย้อนกลับสู่สังคมการเมืองยุคโบราณเมื่อใดก็ได้ เพียงแต่อาจมีรายละเอียดต่างกันไปบ้าง ภายใต้หลักการใหญ่เดิม ซึ่งน่าจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น หากแบ่งพัฒนาการของสังคมการเมืองเป็นสามยุค โดยในแต่ละยุคมีลักษณะของยุคอื่นปรากฏเหลื่อมกันบ้าง ดังนี้

 

1)ยุคโบราณ(primitive) สังคมการเมืองยุคโบราณมีอำนาจอาวุธ เป็นอำนาจสูงสุดทางการเมืองการปกครองเป็นหลัก มองว่ามนุษย์คิดอาวุธขึ้นมา แม้เริ่มแรกอาจเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ที่มีจุดมุ่งหมายใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการยังชีพ แต่ขณะเดียวกัน ก็ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว และพัฒนาไปใช้ป้องกันการรุกรานจากชนต่างพวกต่างเผ่า เป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจทางการเมืองการปกครอง และเป็นอำนาจสูงสุดทางการเมืองการปกครอง อาวุธจึงเป็นเทคโนโลยีอีกลักษณะหนึ่ง ที่เกี่ยวพันกับผู้คนในสังคมการเมืองตลอดมา โดยในยุคโบราณ แม้บางประเทศอาจมีอำนาจประชาชนเกิดขึ้นชัดเจน แต่อำนาจประชาชนยังไม่อาจควบคุมอำนาจอาวุธได้อย่างสิ้นเชิง หรือประชาธิปไตยยังไม่เกิดขึ้นนั่นเอง เช่น ประเทศไทยยังเวียนวนอยู่ในกรอบของสังคมการเมืองยุคนี้ คนไทยจึงมีโอกาสเห็นกิจกรรมทางการเมืองซ้ำกับที่ได้ดูมาแล้วเมื่อราวเกือบสี่สิบปีก่อนโน้น(rerunโดยมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งอาจจะใช้บังคับในปี2559หรือ2560ก็ได้ เป็นคู่มือ) ฯลฯ อย่างไรก็ดี แม้มีหลายประเทศนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ทางการเมืองการปกครองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เป็นเพียงอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ไม่อาจเสริมอำนาจประชาชนให้เข้มแข็งถึงระดับควบคุมอำนาจอาวุธ

 

2)ยุคอนุรักษ์(conservative) สังคมการเมืองยุคอนุรักษ์ มีอำนาจประชาชนเกิดขึ้นชัดเจนแล้ว และสามารถควบคุมอำนาจอาวุธได้อย่างสิ้นเชิง หรือเรียกว่าเป็นสังคมประชาธิปไตยสมบูรณ์ก็ได้ แต่ไม่ควรแน่ใจว่า จะไม่อาจย้อนกลับสู่ยุคโบราณได้อีก คงมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า น่าจะย้อนกลับสู่ยุคโบราณค่อนข้างยาก เพราะพัฒนาการทางความคิดของผู้คนพอใจสภาพนี้ จึงนิยมรักษาสถานภาพที่เป็นอยู่(status quo) หรือยังไม่เปิดกว้างพอที่จะก้าวเข้าสู่ยุคก้าวหน้า แม้มีเทคโนโลยีก้าวไกลหลายด้านพอจะก้าวไปถึงได้ก็ตาม แต่มีผลต่อแนวคิดทางการเมืองการปกครองค่อนข้างน้อย อาจเนื่องจากมองว่า หากนำมาใช้อย่างเป็นระบบจริงๆ จะเป็นอุปสรรคแก่การแสวงหาประโยชน์เพื่อตนและพวกก็ได้ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายล้วนอยู่ในยุคนี้ ไม่ว่าสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศสหรัฐอเมริกายุคใช้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชี้ชัดว่า ประเทศนี้เป็นสังคมการเมืองยุคอนุรักษ์ ในขณะที่ประเทศเมียนม่า(พม่า)ยุคนางอองซาน ซูจีชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย สามารถจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้สำเร็จ แต่นโยบายของรัฐบาลก็ไม่พ้นความเป็นสังคมการเมืองยุคอนุรักษ์เช่นกัน

 

3)ยุคก้าวหน้า(progressive) สังคมการเมืองยุคก้าวหน้า อำนาจประชาชนก้าวหน้าถึงขีดสูงสุด และไม่อาจย้อนกลับสู่ยุคโบราณได้อีก ระบอบการเมืองการปกครองที่ปรากฏในสังคมการเมืองยุคอนุรักษ์และยุคโบราณจะไม่มีให้เห็นอีก เพราะประชาชนจะนำเทคโนโลยีทางสันติมาใช้อย่างสมบูรณ์เป็นระบบ และควมคุมเทคโนโลยีที่ใช้หรืออาจใช้ในทางก่อสงครามได้อย่างสมบูรณ์ด้วย ซึ่งมีข้อสังเกตว่า คงเป็นได้แค่แนวคิด เพราะน่าจะไม่อาจเกิดจริงบนโลกนี้ได้ทั้งหมด แต่อาจเกิดขึ้นบางส่วนก็ได้ในสังคมการเมืองยุคอนุรักษ์ เช่น ในอนาคตอาจไม่มีรัฐสภา และพรรคการเมือง เพราะประชาชนทุกคนสามารถลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรายละเอียดในร่างกฎหมายได้โดยตรงผ่านระบบเทคโนโลยี ไม่ต้องมีการปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะประชาชนทุกคนจะได้รับบริการสาธารณะจากรัฐอย่างรวดเร็วทั่วถึง เนื่องจากประชาชนสามารถเสนอความต้องการของตนต่อรัฐผ่านระบบประมวลผลและวินิจฉัยสั่งการโดยระบบเทคโนโลยี ฯลฯ

 

แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าสังเกตว่า แม้สังคมการเมืองอาจจะมีเทคโนโลยีก้าวไกลถึงระดับที่ผู้คนในสังคมสามารถเดินทางย้ายถิ่นฐานไปอยู่บนดาวดวงอื่นๆได้ การเดินทางไปกลับระหว่างโลกกับดาวอันเป็นที่อยู่ใหม่จะสะดวก แต่การนำเทคโนโลยีไปสร้างสังคมการเมืองยุคก้าวหน้าบนดาวดวงใหม่ มองว่าไม่ง่าย เพราะผู้คนที่เดินทางไปอยู่ ไม่ได้ไปพร้อมเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ไปพร้อมกิเลสที่มีความหนาไม่เท่ากัน บางคนอาจหนากว่าหนังช้าง

 

ที่สำคัญ มนุษย์ไม่อาจใช้เทคโนโลยีลดหรือละกิเลสมนุษย์ได้โดยตรง ในขณะที่การใช้ทางอ้อมอาจไม่ได้ผลสมบูรณ์อย่างที่ควรเป็น เนื่องจากมนุษย์ นอกจากมีจุดอ่อนตรงที่ไม่อาจคิดและทำอะไรได้รอบคอบสมบูรณ์เต็มร้อยแล้ว ยังมีกิเลสหนาบางแตกต่างกันด้วย แม้บางเรื่องอาจทำให้สมบูรณ์ได้ แต่จะไม่ทำ เพราะมีผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น การเป็นฝ่ายสร้าง พัฒนา ควบคุม และใช้เทคโนโลยี เพื่อนำสังคมการเมืองสู่ยุคก้าวหน้า ซึ่งหากจะเกิดขึ้นบนดาวดวงใหม่ได้ ย่อมดำรงอยู่ไม่นาน เนื่องจากไม่มีหลักประกันว่า มนุษย์จะไม่ใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ตนเองและพวก ยังผลให้ไม่อาจหลีกเลี่ยงสภาพย้อนกลับไปเป็นสังคมการเมืองยุคโบราณ เพราะหากเผลอใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกเมื่อใด เทคโนโลยีย่อมกลายเป็นอาวุธเมื่อนั้น เป็นอื่นไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับการเขียนกฎหมายเพื่อตนเองและพวก กฎหมายย่อมกลายเป็นอาวุธทำร้ายคนอื่นที่ไม่ใช่พวกของตน

 

จึงมองว่า พัฒนาการของสังคมการเมืองบนโลกนี้ น่าจะไปได้ไม่เกินยุคอนุรักษ์ และหากดำรงอยู่ในยุคนี้ได้อย่างมั่นคง โดยหลักย่อมถือว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งแสดงนัยว่า ประเทศเหล่านั้นประกอบด้วยบุคคลชั้นนำมีการศึกษาดีสติสัมปชัญญะสูง มีจำนวนมากกว่าคนบ้าๆบอๆ มิฉะนั้น ก้าวมาถึงจุดนี้ไม่ได้ ตรงข้ามกับประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย แม้จะเรียกให้ฟังดูดีว่า ประเทศกำลังพัฒนา แต่กฎกติกาการเมืองการปกครองฟ้องว่า ไม่เคยก้าวพ้นสังคมการเมืองยุคโบราณ

 

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,,, | ใส่ความเห็น

ประชาธิปไตยอยู่ไหน

ประชาธิปไตยสร้างได้
ด้วยคนส่วนใหญ่ใส่ใจ
อย่าให้ความเป็นคนกับเสรีภาพ
ประชาธิปไตยกับความเป็นธรรมมีความหมาย
แค่ในตำรา

 

 

เนื้อร้องเพลงประชาธิปไตยอยู่ไหน

พี่น้องเอ๋ยเดินหาอะไร
ประชาธิปไตยใช่ไหม
ไม่รู้หรือที่นี่ประเทศใด
ประชาธิปไตยเฉิดฉาย
โน่นไงประชาธิปไตยส่งประกาย
อยู่ในตำรา

รู้ไหมตำราว่าไง
ประชาธิปไตยไม่เฉิดฉาย
ก็คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจ
ความเป็นคนพร้อมเสรีภาพ
ประชาธิปไตยพร้อมความเป็นธรรมจึงหลับไหล
อยู่ในตำรา

แม้คนมากมายเข้าใจ
แต่มีบางคนบิดเบือน
เล็งประโยชน์แค่ตนกับพวกไม่ฟังคำ
เตือนว่า ประเทศจะวุ่นวาย

พี่น้องเอ๋ยฝันถึงอะไร
ประชาธิปไตยใช่ไหม
ไม่รู้หรือที่นี่ประเทศใด
ฝันนั้นเป็นจริงได้ไหม
ประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่เฉิดฉาย
แค่ในตำรา

แม้คนมากมายเข้าใจ
แต่มีบางคนบิดเบือน
เล็งประโยชน์แค่ตนกับพวกไม่ฟังคำ
เตือนว่า ประเทศจะวุ่นวาย

รู้ไหมตำราว่าไง
ประชาธิปไตยสร้างได้
ด้วยคนส่วนใหญ่ใส่ใจ
อย่าให้ความเป็นคนกับเสรีภาพ
ประชาธิปไตยกับความเป็นธรรมมีความหมาย
แค่ในตำรา
อยู่ในตำรา
แค่ในตำรา
อยู่ในตำรา

โดย รศ.พรชัย รัศมีแพทย์

Categories: การศึกษา, การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,,,,,,, | ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .