Posts Tagged With: นิติธรรม

นิติธรรมอยู่ไหนอาญามาตรา 112 ข้อต่อสู้คดีหมิ่นสถาบันฯ

ความเป็นธรรมกับนิติธรรม. --

ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรย่อมมีตัวบทกฎหมายทำหน้าที่เหมือนห้องต่างๆ ซึ่งมีมากมายหลากหลายรูปแบบเชื่อมโยงกัน แต่ละห้องมีประตูเพื่อเปิดเข้าไปดูนิติธรรมในห้องนั้น เมื่อมีกรณีใดเกิดขึ้นในสังคม และเห็นว่าน่าจะตรงกับห้องใด ผู้ใช้กฎหมายก็จะเปิดประตูเข้าไปค้นหานิติธรรมแล้วนำไปใช้ แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า การใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 จะทำเช่นเดียวกันได้หรือไม่อย่างไร

นิติธรรมกับความเป็นธรรมทางสังคม. 

อย่างไรก็ดี เมื่อต้องกล่าวถึงนิติธรรม ย่อมหมายถึงนิติธรรมสากล ที่อารยประเทศใช้ ซึ่งโดยสภาพไม่อาจปรากฎตามลำพัง แต่ที่เปิดประตูเข้าไปเห็นนั้น เป็นผลของปฏิสัมพันธ์กับนิติธรรมอื่นๆในห้องข้างเคียงและความเป็นธรรมทางสังคมจนสมดุลและปรากฎเป็นนิติธรรมขึ้นมา การนำนิติธรรมไปใช้แก่กรณีใด จึงต้องมองหลายด้านที่เกี่ยวข้อง โดยไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะมิฉะนั้น เท่ากับใช้อำเภอใจของผู้ใช้กฎหมายเป็นหลัก ผลคือเกิดความไม่ยุติธรรมแก่คู่กรณี หากเกิดซ้ำๆ ตอกย้ำแผลเดิม เพิ่มความเจ็บปวดให้แผ่ขยาย กลายเป็นผลร้ายฝังใจประชาชน ความวุ่นวายในบ้านเมืองอาจตามมาได้ เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้คนจำนวนมากที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เพราะได้รับความเสียหายไปด้วย เรื่องนี้มีตัวอย่างเช่น ในประเทศญี่ปุ่น

 

ประเทศญี่ปุ่นก่อนแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง มีกฎหมายห้ามดูหมิ่นพระจักรพรรดิ แต่หลังจากแพ้สงคราม สหรัฐอเมริกาเข้าปกครองประเทศ จึงยกเลิกกฎหมายนี้ และญี่ปุ่นต้องใช้รัฐธรรมนูญฉบับนายพลแมคอาร์เธอร์มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก่อนนั้น คนสุดท้ายที่ถูกลงโทษฐานดูหมิ่นพระจักรพรรดิ เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่นชื่อนายโชทาโร่ มัทซึชิมะ เนื่องจากการรณรงค์ต่อต้านการขาดแคลนอาหาร และพาดพิงถึงระบบพระจักรพรรดิ จึงถูกตัดสินจำคุก 8เดือน แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษทันที เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และตุลาการตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิมนั้นพระจักรพรรดิทรงแต่งตั้ง ตุลาการจึงอาจถูกมองว่าอยู่ในข่ายเป็นปรปักษ์กับจำเลยในคดีนี้ จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา การดำเนินกระบวนพิจารณาขัดนิติธรรมตลอด แต่มองในด้านความเป็นธรรมทางสังคม จึงมีการพระราชทานอภัยโทษ ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า หากผู้ปกครองญี่ปุ่นยินยอมให้ใช้กฎหมายดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่แค่ไหนอย่างไร

 

สำหรับญี่ปุ่นนั้นมีระบบตุลาการตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นหลักประกันความเป็นธรรม ด้วยการหลีกเลี่ยงไม่ให้ตุลาการอาจถูกมองว่า เข้าข่ายเป็นปรปักษ์กับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากผู้แต่งตั้งตุลาการทั้งหมดคือคณะรัฐมนตรี (ยกเว้นอธิบดีศาลสูงสุดเท่านั้นที่พระจักรพรรดิทรงแต่งตั้งตามที่คณะรัฐมนตรีนำชื่อทูลเกล้าฯ) ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งสั้นกว่าตุลาการมากและมักสิ้นสภาพก่อนวาระเพราะเหตุทางการเมือง ในขณะที่ตุลาการมีวาระการดำรงตำแหน่ง10ปี ส่วนตุลาการศาลสูงสุดจะอยู่ต่อได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบของประชาชนด้วยการลงคะแนนเสียง

 

นอกจากนั้น ที่สำคัญ ปัจจุบันรัฐสภาญี่ปุ่นได้ตรากฎหมายบังคับให้มีตุลาการสามัญชนร่วมกับตุลาการอาชีพประกอบเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีในสัดส่วน 6:3 สำหรับคดีอาญาที่มีความซับซ้อนสูง และ 4:1 สำหรับคดีอาญาที่ไม่มีความซับซ้อน โดยประชาชนมีสัดส่วนสูงกว่า ด้วยเหตุผลว่า เพื่อให้เป็นประชาธิปไตย แสดงว่า สมาชิกรัฐสภาและตุลาการอาชีพในประเทศนี้มีทัศนะคติในทางบวกต่อสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นมนุษย์ของชาวญี่ปุ่น

 

ด้วยเหตุดังกล่าว หากยังใช้กฎหมายห้ามดูหมิ่นพระจักรพรรดิต่อไป จำเลยจึงไม่ต้องกลัวว่า ตุลาการจะเอียงข้างฝ่ายพระจักรพรรดิหรือผู้หนึ่งผู้ใด เพราะตุลาการไม่อาจถูกมองว่าเข้าข่ายเป็นปรปักษ์กับจำเลย การดำเนินกระบวนพิจารณาจึงไม่ขัดนิติธรรม อีกทั้งหากผิดจริงถูกศาลพิพากษาจำคุก ก็ยังมีโอกาสสูงที่รัฐบาลจะรีบดำเนินเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ เพราะเคยมีตัวอย่างปฏิบัติมาแล้ว

 

ส่วนประเทศสหราชอาณาจักร์(อังกฤษ) แม้มีกฎหมายห้ามดูหมิ่นกษัตริย์และยังไม่ยกเลิก แต่ไม่มีการฟ้องศาลให้ลงโทษผู้ใดมาตั้งแต่พ.ศ.2258(นับถึงพ.ศ.2557ก็เกือบสามร้อยปีแล้ว) จึงมีข้อสังเกตว่า เหตุที่กฎหมายนี้เป็นหมันไป อาจเนื่องจากใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี(common law) ตุลาการประเทศนี้จึงใช้เหตุผลที่ใช้พิพากษาคดีที่ผ่านมาเป็นที่มาของนิติธรรม และใช้พัฒนาความคิดทางนิติธรรมด้านต่างๆไปไกลมานาน ซึ่งประเทศอื่นๆมักนำไปปรับใช้ กล่าวคือ เมื่อต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายสุดที่ระบบตุลาการ หากผู้ต้องหาหรือจำเลยมองว่าตุลาการอยู่ในข่ายเป็นคนของฝ่ายกษัตริย์ เท่ากับเอาปรปักษ์มาวินิจฉัยคดีของตน เป็นการกระทำที่ขัดนิติธรรม การดำเนินคดีย่อมไม่เป็นธรรม จะให้ผลการวินิจฉัยยุติธรรมได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่ยังใช้กฎหมายลักษณะนี้จึงเหลือไม่กี่ประเทศ เช่น มาเลเซีย โมร็อกโก จอร์แดน คูเวต สเปน เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ

 

สำหรับประเทศไทยนั้น เดิมทีเดียวกฎหมายลักษณะนี้กำหนดโทษพอสมควร และศาลอาจใช้ดุลพินิจกำหนดโทษน้อยเท่าใดก็ได้ โดยคำนึงถึงสภาพการณ์ต่างๆอย่างสมเหตุสมผล เพราะไม่มีโทษขั้นต่ำ และให้ลงโทษสูงสุดได้ไม่เกินเจ็ดปี ต่อมาคณะรัฐประหารมีคำสั่งฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ให้ใช้ความว่า “มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” ศาลจึงไม่อาจลงโทษต่ำกว่าสามปี ไม่ว่าจำเลยจะอยู่ในสภาพหรือสถานการณ์ใดอันสมควรกำหนดโทษต่ำกว่าสามปีหรือไม่ก็ตาม และยังให้ลงโทษสูงสุดได้ถึงสิบห้าปี กฎหมายอาญามาตรา 112 จึงกลายสภาพเป็นเครื่องมือทางการเมืองเต็มรูปตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

 

เมื่อที่มาของการเพิ่มโทษล้วนเป็นเหตุผลทางการเมือง เพราะเป็นการแย่งชิงอำนาจการปกครองประเทศและกำจัดบุคคลที่เป็นปรปักษ์ด้วยการทำรัฐประหาร ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 113 ฐานกบฎ มีโทษถึงประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต แต่ฝ่ายตุลาการมองว่า ผู้ทำรัฐประหารสำเร็จ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารจึงเป็นกฎหมาย ซึ่งเป็นมุมมองของตุลาการในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช สะท้อนย้อนยุคถึงสมัยอยุธยา ที่อุตส่าห์สืบทอดเจตนารมณ์กันมาได้จนถึงปัจจุบัน และยังคงทรงอิทธิพลสูงมากในวงการต่างๆ ทั้งในหมู่ตุลาการด้วยกัน แผ่ไพศาลครอบงำนักวิชาการด้านนิติศาสตร์รัฐศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษา นักเรียนนักศึกษา รวมถึงนักกฎหมายนักปกครองทั่วไป ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยในข้อหาตามมาตรา 112 โดยขัดนิติธรรมได้ตลอด ตั้งแต่เริ่มต้นจนสุดปลายทางที่ระบบตุลาการ คล้ายกับประเทศญี่ปุ่นยุคก่อนใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

 

ดังนั้น เมื่อเปิดประตูกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงพบแต่ความว่างเปล่า เพราะไม่มีนิติธรรมปรากฎให้เห็น เนื่องจากไม่มีผลของปฏิสัมพันธ์กับนิติธรรมอื่นๆและความเป็นธรรมทางสังคมการเมืองประชาธิปไตยดังกล่าวข้างต้น และจะบังคับให้ยอมรับว่ามีนิติธรรมในกฎหมายในส่วนที่เป็นคำสั่งของคณะรัฐประหารฉบับดังกล่าวคงเป็นไปไม่ได้ เพราะธรรมชาติของรัฐประหารนั้น(the nature of this thing)ย่อมไม่มีนิติธรรม

 

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายคณะรัฐประหารล่าสุด19กันยายน2549อาจมีเจตนาเพียงให้รัฐธรรมนูญ2550ที่พวกตนร่างขึ้นมาแลดูดี โดยเพิ่มมาตรา3วรรคสอง ความว่า “การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วนงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม” เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นมนุษย์ให้แก่ประชาชน โดยไม่คิดว่าอาจย้อนเกล็ดเป็นภัยแก่ตนเอง กล่าวคือ เมื่อฝ่ายคณะรัฐประหารแสดงความกระตือรือร้นเข้าไปมีบทบาทหน้าที่ในองค์กรต่างๆของรัฐ ก็ย่อมจะต้องยอมรับสภาพตามที่เป็นจริงด้วยว่า หากไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามนิติธรรม ต้องมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย เนื่องจากนิติธรรมในรัฐธรรมนูญมาตรา3วรรคสองนี้มีปฏิสัมพันธ์กับกฎหมายอาญามาตรา157โดยตรงนั่นเอง

 

ด้วยเหตุดังกล่าว หากกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้นถึงสุดปลายทางที่ระบบศาล มีมุมมองในกรอบของสังคมการเมืองประชาธิปไตยก้าวไกลทันประชาชนคนไทยยุคปัจจุบัน อีกทั้งมีความตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติให้เป็นไปตามนิติธรรม แม้รัฐไม่แก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ตามที่ผู้คนหลายกลุ่มออกมารณรงค์เรียกร้อง กฎหมายอาญามาตรานี้ย่อมจะเป็นหมันไปเอง เหมือนที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศสหราชอาณาจักร์ แต่ประเทศไทยคงต้องใช้เวลารณรงค์อีกนาน เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่สุด ยังไม่รู้วันเริ่มต้น

 

อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์ทางการเมืองของไทยปัจจุบัน ซึ่งบุคคลชั้นนำ นักการเมืองระดับแกนนำ เจ้าหน้าที่รัฐทุกประเภททุกระดับ และประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย แม้มีความคิดแบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจน แต่ทุกคนทุกฝ่ายล้วนอ้างถึงความรักและความจงรักภักดีอย่างสูงสุดที่ตนเองหรือฝ่ายของตนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกทั้งยังถือเป็นหน้าที่อีกด้วย ทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงแสดงออกเพื่อให้มีหลักฐานว่า ไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้น จึงมีข้อสังเกตว่า หากกระบวนการยุติธรรมยังยอมรับประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารเป็นกฎหมาย และไม่ใส่ใจนิติธรรมสากลอย่างจริงจังอย่างที่มีผู้คนวิจารณ์กันทั่วไป ใครก็ตามที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือตกเป็นจำเลยในคดีอาญามาตรา 112 รวมทั้งผู้ที่ถูกลงโทษไปแล้ว จะได้รับการปฏิบัติอย่างไรในฐานะคน เนื่องจากกฎหมายใช้กับคน ไม่ใช่ควาย เพราะคนตกเป็นเบี้ยล่างและเหยื่อของการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองได้ คนเป็นผู้ถูกกล่าวหา จำเลย และนักโทษที่ถูกหรืออาจจะถูกกลุ้มรุมจากทุกฝ่ายได้ ไม่เว้นแม้ฝ่ายเดียวกันเอง

 

จึงมีข้อน่าสังเกตว่า เมื่อการเมืองไทยเดินมาถึงจุดสุดยอดแห่งความโหดอำมหิตเช่นนี้แล้ว แม้โดยหลักการ นิติธรรมย่อมเป็นที่พึ่งของผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยในคดีดังกล่าวได้ แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา3วรรคสองบัญญัติไว้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับผู้บังคับใช้กฎหมาย (1)มองผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยเป็นคนเช่นเดียวกับตนหรือไม่ (2)มองเห็นนิติธรรมในกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และตำแหน่งของตนหรือไม่ (3)มองเห็นสภาพการณ์ในสังคมการเมืองไทยตามที่เป็นจริงหรือไม่ หากมองเห็นและมองคนเป็นคน ตรงไปตรงมาไม่บิดเบือน การต่อสู้คดีมาตรา 112 ว่าพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และศาลไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ เพราะขัดนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา3วรรคสอง ย่อมมีผลในทางปฏิบัติ

 

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์…..ผู้เขียน

Advertisements
Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,,,,,, | ใส่ความเห็น

ความเป็นธรรมกับนิติธรรม(ต่อ)และการปฏิวัติประชาชน

ความเป็นธรรมกับนิติธรรม

ความเป็นธรรมกับนิติธรรมไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากหรือซับซ้อนแต่อย่างใด แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่คนปรกติธรรมดาสามัญเข้าใจได้ทั้งสิ้น เพราะมนุษย์มีสามัญสำนึกทางความเป็นธรรมนั่นเอง มิฉะนั้น ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายจารีตประเพณี(common law)เช่น อังกฤษ คงไม่ยอมให้คนธรรมดาร่วมพิจารณาคดีกับผู้พิพากษาอาชีพในฐานะคณะลูกขุน(jury) หรือมิฉะนั้นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย เช่น ญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน ก็คงไม่ยอมให้คนธรรมดาร่วมพิจารณาคดีกับผู้พิพากษาอาชีพในฐานะผู้พิพากษาสามัญชน(saiban-in หรือ lay judges)

 

ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนว่า ความเป็นธรรมนั้น ในทางรัฐศาสตร์หมายถึงความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งเป็นเรื่องของสังคมโดยรวม ส่วนในทางนิติศาสตร์หมายถึงนิติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะกรณี และความเป็นธรรมสองลักษณะนี้มีความสัมพันธ์กัน โดยต่างมีอิทธิพลบังคับซึ่งกันและกัน ไม่อาจแยกกันอยู่ตามลำพัง ดังสัจธรรมที่ว่า ที่ใดมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย หรือสังคมไม่อาจไร้กฎเกณฑ์

 

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงหมายถึงระบบกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องของความเป็นธรรมทางสังคมและนิติธรรมควบคู่กันไปเสมอ หากแยกกันเมื่อใด ความเป็นนิติธรรมและความเป็นธรรมทางสังคมย่อมหายไปทันที เพราะจะเกิดสภาพไร้ขื่อแป หรือเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นในบ้านเมืองนั่นเอง

 ความเป็นธรรมกับนิติธรรม

สำหรับประเทศไทยนั้น เห็นปรากฎการณ์ดังกล่าวได้จากกรณีมีประชาชนแสดงความคิดเห็นไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลและองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจากกรณีมีความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมืองต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร19กันยายน2549ขึ้นมาลบล้างรัฐธรรมนูญ2540 เพราะมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารมากเกินไป

 

แต่การได้มาซึ่งอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญ2550 ด้วยการทำรัฐประหารนั้น ได้ทำลายนิติธรรมและความเป็นธรรมทางสังคมของประเทศด้วย เนื่องจากการทำรัฐประหารทุกครั้ง เป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา มีโทษถึงประหารชีวิตทั้งสิ้น แต่นิรโทษกรรมให้กัน และศาลยอมรับประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารเป็นกฎหมายในการตัดสินคดีด้วย ล้วนเป็นการกระทำที่ทำลายนิติธรรมอย่างร้ายแรง ไม่อาจให้อภัยได้

 

ส่วนการใช้กำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งประชาชนเสียภาษีให้ทำหน้าที่ป้องกันประเทศ แต่กลับใช้สนองความต้องการเฉพาะบุคคลและกลุ่มอิทธิพลบางกลุ่ม โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหมายถึงประชาชนทั่วไปจำนวนมากต้องเดือดร้อนทั้งโดยตรงและโดยทางอ้อมนั้น เป็นการขัดหลักความเป็นธรรมทางสังคมอย่างชัดเจน

 

การร่างรัฐธรรมนูญ2550โดยมีวัตถุประสงค์ลดอำนาจฝ่ายบริหาร แต่เพิ่มอำนาจการตรวจสอบและยับยั้งการกระทำของฝ่ายบริหาร ให้แก่องค์กรอิสระต่างๆและศาลรัฐธรรมนูญมากเกินขอบเขตที่ควรจะเป็น เหมือนมีเจตนาแสวงหาประโยชน์อันมิชอบให้กับตนเองและพวกได้โดยสะดวก พร้อมกับใช้เป็นเครื่องมือกำจัดนักการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายตนด้วย เนื่องจากในทางปฏิบัติ ไม่มีฝ่ายใดมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรเหล่านั้นได้เลย ทำให้มีการใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงนิติธรรมสากลและหลักความเป็นธรรมทางสังคมซ้ำซาก ฝ่ายบริหารจึงไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างราบรื่น

 

ในขณะที่มีความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้นต่อเนื่อง และประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อนเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญแฝงเจตนาร้ายต่อประเทศและประชาชนอย่างแน่นอน เพราะไม่ได้คำนึงถึงความสมดุลทางความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นธรรมทางสังคมกับนิติธรรมและระหว่างนิติธรรมเรื่องสำคัญๆด้วยกัน อันเป็นพื้นฐานที่ทุกคนย่อมรู้ดีอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีรัฐธรรมนูญของต่างประเทศเป็นตัวอย่างมากมาย เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ

 

ปัญหาเบื้องต้นของประเทศไทยจึงอยู่ที่ทำอย่างไรจะแก้ไขหรือปฏิรูปรัฐธรรมนูญให้เกิดความสมดุลดังกล่าว จะใช้วิธีการตามรัฐธรรมนูญ2550นี้หรือ ก็เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว เนื่องจากฝ่ายที่มีอำนาจบริหารไม่ยอมแสดงบทสิงห์โตเจ้าป่าให้สมกับที่มีอำนาจ แต่กลับถ่อมตัวเกินเหตุ ด้วยการแสดงบทลูกแกะอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งสมาชิกรัฐสภาที่สนับสนุนก็เป็นโรคปอดแหกกันไม่น้อย ในขณะที่รัฐธรรมนูญเปิดประตูให้หมาป่าทยอยเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และสามารถหาเหตุจับลูกแกะกินได้อย่างง่ายดาย ซึ่งลูกแกะยุคอีสปยอมแต่โดยดี

 

ในที่สุดการปฏิรูปรัฐธรรมนูญไม่อาจพึ่งพารัฐบาล แต่คาดว่าไม่พ้นเป็นภาระของการเมืองภาคประชาชน ซึ่งหากเปรียบประชาชนเหมือนลูกแกะ เพราะไม่มีเขี้ยวเล็บ แต่ล้วนเป็นลูกแกะยุคใหม่ มีความรู้ความเข้าใจประชาธิปไตยและความเป็นธรรมเป็นอย่างดี ที่สำคัญรู้จุดอ่อนของหมาป่าว่า ตกใจง่ายและมักวิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเป็นไปได้ที่จะรวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่เพื่อขับไล่หมาป่า พร้อมกับช่วยกันปรับปรุงกติกาดูแลป่าให้สงบร่มรื่นและเรียบร้อยได้ เช่นเดียวกับมนุษย์ในต่างประเทศได้ทำสำเร็จมาแล้ว ที่เรียกกันว่า การปฏิวัติประชาชน (people revolution)

 

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์…..ผู้เขียน

Categories: การเมือง, ผุ้สมัคร ส.ว.กทม. | ป้ายกำกับ: ,,,,,,,,,, | ใส่ความเห็น

80ปีประชาธิปไตยไม่เดินหน้า-เหตุในอดีต-ปัจจุบันและทางสู่อนาคต

เพราะอดีต คนไทยมีพฤติกรรมซ้ำซาก ได้แก่ ทหารทำรัฐประหาร ตุลาการรับลูก นักวิชาบริกรขยายผล ประชาชนคล้อยตาม ไม่ใช่หรือ

การทำรัฐประหารนั้นผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น มีการทำซ้ำหลายครั้ง พร้อมบังคับให้ยอมรับว่าชอบด้วยกฎหมาย ด้วยอำนาจนอกกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางกฎหมาย  กฎหรือหลักของกฎหมาย ตามที่เรียกเป็นสากลว่านิติธรรม

ในขณะเดียวกันศาลใช้ประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารตัดสินคดี อีกทั้งมีคำสอนแพร่หลายในระดับมหาวิทยาลัย ว่ารัฐประหารเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ประหนึ่งทฤษฎีการเมืองการปกครองของไทยโดยเฉพาะมาช้านาน ประชาชนจึงคล้อยตามอย่างกว้างขวาง

ดังจะเห็นว่า เมื่อเกิดวิกฤตทางการเมือง คนมีความรู้สูงๆหลายคนและประชาชนบางคนบางกลุ่มจะออกมาเรียกร้องรัฐประหาร และรัฐประหารที่ทำความเสียหายย่อยยับที่สุดให้แก่ประเทศไทย ลบสถิติความเสียหายอันเกิดจากรัฐประหารครั้งก่อนๆทุกครั้ง ก็เกิดขึ้นเมื่อ19กันยายน2549

ส่วนปัจจุบัน เกิดวิกฤตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถึงกับมีประชาชนจำนวนมากลงชื่อถอดถอนตุลาการส่วนใหญ่ของศาลนี้

โดยวิกฤตการเมืองในขณะนี้ ทหารไม่เห็นด้วยที่จะแก้ด้วยวิธีเดิม เพราะรู้ดีว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย แก้วิกฤตไม่ได้ แต่จะทำให้วิกฤตรุนแรงยิ่งขึ้น ความเสียหายจะใหญ่หลวงจนไม่อาจประเมินค่า และที่สำคัญคือเสียเกียรติภูมิของประเทศ

แต่ศาลรัฐธรรมนูญทำผิดรัฐธรรมนูญ2550มาตรา68เสียเอง ในขณะที่นักวิชาบริกรบางส่วนพยายามเปลี่ยนท่าทีเป็นนักวิชาการ ประชาชนจำนวนมากต่อต้านรัฐประหารและศาลรัฐธรรมนูญ แต่น่าเสียดายที่ศาลรัฐธรรมนูญยืนกระต่ายขาเดียว ไม่ยอมแก้ไขคำสั่งที่ให้รัฐสภาเลื่อนการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550วาระสาม เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติกฎหมายใช้เอง โดยไม่มีนิติธรรมเป็นรากฐานแม้แต่น้อย

แม้นักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ นักกฎหมาย และนักวิชาการสาขาอื่นๆจำนวนมาก ออกมาให้ความเห็นโต้แย้งในทิศทางเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่รับฟัง ทั้งๆที่รู้ว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษรสำหรับประเทศประชาธิปไตยนั้น ถือเป็นกฎหมายโดยประชาชนกับนักวิชาการ ในขณะที่กฎหมายจารีตประเพณีในประเทศประชาธิปไตยถือเป็นกฎหมายโดยประชาชนกับตุลาการ แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลับถือว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษรในประเทศไทยเป็นกฎหมายโดยตุลาการเท่านั้น ก็ถูกต้องแล้วที่ประชาชนคนไทยมีความเห็นตรงกันอย่างกว้างขวางว่า ไม่เคยมีประชาธิปไตยที่แท้จริงเลยในประเทศนี้

นอกจากนั้น ประชาชนจำนวนมหาศาลผู้สนใจการเมืองการปกครองก็มีความเข้าใจเรื่องนี้ ต่างออกมายืนยันว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ แทรกแซงอำนาจหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐสภาและรัฐบาล โดยบังเอิญไปเข้าทางฝ่ายต่อต้านการดำเนินไปสู่การสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยหรือไม่ เห็นชัดกันทั่วไปแล้ว การลงชื่อกันเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อถอดถอนตุลาการส่วนใหญ่ในศาลรัฐธรรมนูญจึงเกิดขึ้น

ในขณะเดียวกัน มีการคาดเดากันว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยตรงข้ามกับความจริง ทำให้คาดเดากันต่อไปว่าอาจเกิดปฏิวัติประชาชน (People’s Revolution) ขึ้นในประเทศไทย บ้านเมืองคงจะวุ่นวายเป็นแน่ แต่ถึงแม้จะวินิจฉัยตรงกับความจริง และการสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยดำเนินต่อไปได้ ก็สายเกินไปที่จะเรียกศรัทธาที่ประชาชนเคยมีต่อตุลาการกลับคืนมา เหมือนปลาหลายตัวในข้องเดียวกัน ตายเน่าตัวเดียว เอาออกไม่ทัน เหม็นทั้งข้อง ยังจะมีสักกี่คนเสี่ยงซื้อปลาที่เหลือ แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะประชาชนจะได้รู้จักหันหน้ามาพูดจาประนีประนอมและตกลงกันเองเพิ่มขึ้นบ้าง

ดังนั้นในอนาคตจึงมีความชัดเจนว่า การปฏิรูประบบตุลาการและกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ รวมถึงการปฏิรูประบบการศึกษาและการฝึกอบรมบุคลากรด้านกฎหมาย เพื่อขจัดวิธีคิดเยี่ยงศรีธนญชัยให้หมดไปจากแผ่นดินไทย ควบคู่ไปกับการสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่แท้จริงให้สำเร็จ ล้วนเป็นความจำเป็นเร่งด่วน หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีผลต่อคนไทยทุกคน ในการผนึกกำลังกันช่วยประเทศให้อยู่ในระดับแกนนำของอาเซียนให้ได้เป็นอย่างน้อย

รศ.พรชัย รัศมีแพทย์…….ผู้เขียน

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,,,,,,,,,,,,,,,, | ใส่ความเห็น

80ปีการเมืองไทย-ประชาธิปไตยไม่เดินหน้าเพราะ…?

อดีต ได้แก่ พฤติกรรมซ้ำซาก -ทหารทำรัฐประหาร-ตุลาการรับลูก-นักวิชาบริกรขยายผล-ประชาชนคล้อยตาม

การทำรัฐประหารนั้นผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น แต่บังคับให้ยอมรับว่าชอบด้วยกฎหมาย ด้วยอำนาจนอกกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางกฎหมาย  กฎหรือหลักของกฎหมายตามที่เรียกเป็นสากลว่านิติธรรม

ในขณะเดียวกัน ศาลใช้ประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหารตัดสินคดี อีกทั้งมีคำสอนแพร่หลายในระดับมหาวิทยาลัย ว่ารัฐประหารเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ประหนึ่งทฤษฎีการเมืองการปกครองของไทยโดยเฉพาะมาช้านาน ประชาชนจึงคล้อยตาม

ดังจะเห็นว่า เมื่อเกิดวิกฤตทางการเมือง คนมีความรู้สูงๆหลายคนและประชาชนบางคนบางกลุ่มจะออกมาเรียกร้องรัฐประหาร และรัฐประหารที่ทำความเสียหายย่อยยับที่สุดให้แก่ประเทศไทย ลบสถิติความเสียหายอันเกิดจากรัฐประหารครั้งก่อนๆทุกครั้ง ก็เกิดขึ้นเมื่อ19กันยายน2549

ปัจจุบัน ได้แก่ วิกฤตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะนี้ทหารไม่เห็นด้วยที่จะแก้วิกฤตการเมืองด้วยวิธีเดิม เพราะรู้ว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย แก้วิกฤตไม่ได้ แต่วิกฤตจะรุนแรงยิ่งขึ้น ความเสียหายจะใหญ่หลวงจนไม่อาจประเมินค่า และที่สำคัญคือเสียเกียรติภูมิของประเทศ

แต่ศาลรัฐธรรมนูญเพลินเผลอทำผิดรัฐธรรมนูญ2550มาตรา68เสียเอง ในขณะที่นักวิชาบริกรบางส่วนพยายามเปลี่ยนสีเป็นนักวิชาการ ประชาชนจำนวนมากต่อต้านรัฐประหารและศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังยืนกระต่ายขาเดียว

จึงมีการคาดเดากันว่าจะวินิจฉัยตรงข้ามกับความจริง ทำให้คาดเดากันต่อไปว่าอาจเกิดปฏิวัติประชาชนขึ้นในประเทศไทย บ้านเมืองคงจะวุ่นวายเป็นแน่ จนกว่าจะสถาปนารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยสำเร็จ หรือวิกฤตจะเป็นโอกาส คงต้องตามดูกันต่อไปครับ

พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,,,, | ใส่ความเห็น

จับตาการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตอนที่ 3 (น่าเป็นห่วง)

ความถาวรและศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายสูงสุดของประเทศหรือเรียกว่ารัฐธรรมนูญนั้น มีองค์ประกอบสำคัญสองประการคือที่มาและเนื้อหา

ในรอบ 80 ปี ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญถึง 18 ฉบับ แสดงถึงสภาพไร้ความมั่นคงทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงชัดเจนและต่อเนื่อง ผู้สนใจศึกษาเรื่องนี้ น่าจะเห็นใกล้เคียงกันว่า คนระดับแกนนำประเทศต้องการให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแบบอังกฤษ แต่น่าเสียดายที่คนเหล่านั้นไม่มีวินัยอย่างเขา นั่นคือการรู้และรักษาหน้าที่ของตนอย่างจริงจัง

เพราะหากพอมีบ้าง รัฐประหารย่อมไม่เกิดซ้ำซาก ไม่ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองมาจนถึงรัฐธรรมนูญ2550 ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ฟังกันหูหนาว่าเป็นฉบับที่เลวสูงสุด เนื่องจากมีที่มาจากอคติสุดๆและความไร้วินัยของคนเพียงไม่กี่คนกับนักวิชาบริกร

ในที่สุดเกิดสภาพสยามเมืองเถื่อนอีกครั้งหนึ่งในเหตุการณ์ 10 เมษายนและ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งหากรัฐธรรมนูญ2550เป็นประชาธิปไตยจริงๆ กฎหมายที่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นมนุษย์ของประชาชน และการวินิจสั่งการแบบย้อนยุคเผด็จการย่อมไม่เกิดหรือไม่มีผลบังคับ        

อย่างไรก็ดี แม้ในปี 2555 ประเทศไทยกำลังดำเนินกรรมวิธีร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นฉบับที่ 19 โดยต้องการให้มีที่มาและเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะผู้ที่ต้องเดือดร้อนหรืออาจจะเดือดร้อนจากการมีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยอย่างแท้จริงย่อมดำเนินกรรมวิธีต่อต้านทุกวิถีทาง หลายคนจึงออกอาการเป็นห่วง (แรก) คือห่วงว่าจะได้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยไม่แท้ หรือเป็นของปลอมเหมือนเดิม หรือมีเหตุที่ทำให้ต้องทนกราบไหว้และใช้ของเดิมต่อไป

ด้วยเหตุนี้ มวลมหาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมจึงเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร) ยึดหลักการประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด ทั้งที่มาและเนื้อหา ส่วนประชาชนทั่วไปเตรียมตัวติดตามการร่าง โดยตั้งใจว่าจะไม่กระพริบตากันทีเดียว เพื่อตรวจสอบว่าจะระบุที่มาและเนื้อหาในรัฐธรรมนูญสอดคล้องต้องกันตามหลักการหรือไม่ จะได้ลงประชามติได้ถูกต้อง

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ใช้วิธีใหม่ คือ 1) สสร ส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจริงๆ 2) สสร ที่มาจากการเลือกตั้งต้องไปรับฟังความคิดเห็นอย่างอิสระของประชาชนทุกจังหวัด โดยไม่บิดเบือนความคิดเห็นของประชาชน และ 3) ประชาชนมีเสรีภาพในการลงประชามติ แต่การร่างรัฐธรรมนูญ2550ใช้วิธีตรงกันข้าม

ดังนั้น จึงสมควรระบุที่มาหรือส่วนหัวของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่เป็นจริงไว้ในอารัมภกถาในลักษณะที่แสดงถึงอำนาจอธิปไตยของประชาชน และประชาชนเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในการสถาปนารัฐธรรมนูญ เช่น “โดยอำนาจอธิปไตยของประชาชน ประชาชนได้ใช้อำนาจสูงสุดนี้สถาปนารัฐธรรมนูญ พ.ศ…….. ” เป็นต้น

ส่วนเนื้อหาหรือลำตัวและหางของรัฐธรรมนูญใหม่ต้องสอดคล้องกับที่มา ซึ่งเฉพาะประเทศไทย โดยหลัก คือ 1) ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยวอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีรายละเอียดในหมวดพระมหากษัตริย์แล้ว

2) องค์กรที่ได้รับมอบหมายจากอำนาจอธิปไตยของประชาชนอันได้แก่ องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยตรวจสอบซึ่งกันพร้อมกับสร้างสมดุลเชิงอำนาจหน้าที่ เพื่อให้มีผลคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย โดยใช้ความเป็นธรรมกับนิติธรรมเป็นหลัก

3) หลักประกันการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรฝ่ายต่างๆ ให้บรรลุผล คือ ผู้เข้าไปทำหน้าที่วินิจฉัยสั่งการต้องมาจากประชาชน เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ และไม่ให้อยู่นานไปจนรากงอกฝังลึก นั่นคือ ฝ่ายนิติบัญญัติทุกคนมาจากประชาชน ในขณะที่ฝ่ายบริหารมีนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวมาจากประชาชนก็พอ และถึงเวลาแล้วที่จะมีผู้แทนของประชาชนเข้าไปปฏิบัตหน้าที่ร่วมกับตุลาการประจำหรือตุลาการอาชีพ เพื่อประกอบเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากคดี เพราะประชาชนในสังคมประชาธิปไตยต้องการความยุติธรรมตามสภาพที่เป็นจริงของสังคมมนุษย์

นั่นคือความยุติธรรมที่มีสามัญสำนึกในนิติธรรมของคนธรรมดาเป็นหลัก ไม่ใช่ความยุติธรรมโดยอำนาจเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายเดียวอยู่ห่างประชาชนคนละฟากฟ้าตลอดมา

จึงเห็นได้ว่า แท้จริงแล้ว เหตุที่มีการเรียกร้องให้ร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ มีเพียงข้อเดียวเท่านั้น คือรัฐธรรมนูญ2550และอดีตรัฐธรรมนูญทั้งหลาย ไม่เคยระบุชัดเจนให้เจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นผู้ใช้อำนาจของตน ในขณะที่เปิดช่องทางปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายต่างๆที่มีตำแหน่งประจำเป็นผู้ใช้

ดังปรากฎข้ออ้างทางเท็คนิคมากมาย เพื่อผลประโยชน์ในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าเป็นทรัพย์สิน เงิน หรือแม้กระทั้งความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยไม่คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นมนุษย์ของประชาชน การวินิจฉัยสั่งการจึงเอนเข้าข้างเจ้าหน้าที่รัฐด้วยกัน ส่วนประชาชนอยู่ในฐานะผู้เสียเปรียบและถูกเอารัดเอาเปรียบตลอดมา เช่น

การรับฟังพยานหลักฐานให้เชื่อถือเอกสารที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้น แต่ในสภาพที่เป็นจริง มีเอกสารที่เจ้าหน้าที่รัฐทำขึ้นไม่ตรงความจริงมีมากมาย เพราะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน โดยมีการทำขึ้นย้อนหลัง ลงชื่อผู้ทำย้อนหลัง ลงวันเดือนหรือแม้กระทั้งปีย้อนหลัง ไม่เป็นไปตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง บิดเบือนข้อมูล หรือเกลื่อนกลบเหตุผลที่แท้จริง  เพื่อให้ดูเข้าข้อกฎหมาย จะได้มีผลบังคับ ทั้งๆที่ไม่มีผล เพราะเป็นของปลอม แต่ชาวบ้านไม่รู้เท่าทันในการพิสูจน์ความจริง หรือเป็นเรื่องที่ยากแก่การพิสูจน์ จึงตกอยู่ในฐานะผู้เสียเปรียบหรือเสียสิทธิ์ของตน ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐมีโอกาสได้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นโอกาสที่ สสร กับประชาชน จะช่วยกันทำให้อำนาจอธิปไตยของประชาชน และอำนาจหน้าที่ฝ่ายต่างๆตามที่อำนาจอธิปไตยของประชาชนมอบหมาย ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบซึ่งกันพร้อมกับสร้างสมดุลเชิงอำนาจหน้าที่ เพื่อให้เกิดผลคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นมนุษย์ของคนไทยทุกคนได้อย่างจริงจัง แต่การบัญญัติกฎหมายที่ไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคม และการใช้กฎหมายอย่างไร้นิติธรรม จะชะงักงันหรือหมดไปทันทีที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับหรือไม่ ยังน่าเป็นห่วง(ที่สอง)ครับ

พรชัย รัศมีแพทย์………ผู้เขียน

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,,,,,,,,, | ใส่ความเห็น

สวัสดีชาวโลก!คนไทยทุกคนต้องการประชาธิปไตยและความเป็นธรรม

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ความคิดของคนไทยแตกแยกอย่างรุนแรง เกิดมีกลุ่มผู้นำทางความคิดเกิดขึ้นสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากรัฐประหาร และกลุ่มที่เสียประโยชน์จากการนั้น จะว่ารัฐประหารในครั้งนั้นไม่ทำให้ใครตายเลยคงไม่ได้ เพราะมีข่าวพอฟังได้ว่า มีผู้ประท้วงรัฐประหารโดยฆ่าตัวตายไปหนึ่งราย ท่านผู้นั้นใช้วิธีขับรถพุ่งเข้าชนอุปกรณ์ทำรัฐประหาร มีภาพแพร่ไปทั่ว

อย่างไรก็ดี นับเป็นครั้งแรกที่ต้องจารึกเป็นประวัติศาสตร์ของคนไทย เพราะหัวหน้ารัฐบาลที่ถูกรัฐประหารและพวกไม่ยอมก้มหัวให้กับการกระทำที่ขัดนิติธรรมสากล อีกทั้งมีคนไทยจำนวนไม่น้อยต่อต้านรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกลายเป็นกลุ่มพลังมหาชนที่มีอุดมการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมสากล ภายใต้สัญลักษณ์สีแดง ซึ่งนิยมใช้กันในบรรดาประชาชนผู้มีอุดมการณ์เช่นเดียวกันทั่วโลก 

ความชอบธรรม-นิติธรรมผลการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมจนถึงปี 2553 ปรากฎว่ามีประชาชนถูกฆ่าเกือบร้อยคน บาดเจ็บอีกนับพัน ซึ่งภาพที่ปรากฎย่อมชี้ให้เห็นชัดว่า ประเทศนี้ ไม่ใช่ประเทศที่มีประชาธิปไตย ไม่ใช่ประเทศที่มีองค์กรสิทธฺิมนุษยชนกำกับดูแล ไม่ใช่ประเทศที่มีผู้ตรวจการแผ่นดินกำกับดูแล และไม่ใช่ประเทศที่มีกระบวนการยุติธรรมที่ใช้นิติธรรมสากลเป็นหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการ เพราะถ้ามี ย่อมไม่มีใครตายหรือบาดเจ็บถึงพิการ

แม้ผลการต่อสู้ถึงปี 2555 ยังไม่อาจถือว่ามีฝ่ายใดชนะขาดจริงๆ แต่ฝ่ายที่ได้ประโยชน์จากรัฐประหารก็เริ่มรู้ตัวว่า น่าจะพึงพารัฐประหารไม่ได้แล้ว  ประเทศไทยจึงเริ่มเข้าสู่กระแสความปรองดอง โดยใช้วิธีการทางรัฐสภา

อย่างไรก็ดี โดยหลักการเดินหน้าปรองดองต้องเพื่อคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกกฎหมายเพื่อให้เกิดผลเป็นความปรองดอง การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆโดยมองประชาธฺิปไตยอย่างเป็นรูปธรรม และการออกกฎหมายว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมภายใต้นิติธรรม ต้องดำเนินการไปพร้อมๆกัน เพราะหากล่าช้าย่อมเท่ากับรัฐบาลและรัฐสภาไม่ได้ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาขน และอาจถูกมองว่าพอใจอยู่ภายใต้ร่มเงาเผด็จการ นอกจากนั้น วิธีการทางฝ่ายบริหาร เพื่อให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติ ด้วยการกำหนดกิจกรรมที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน มีความภาคภูมิใจร่วมกัน อันเนื่องจากความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ความปรองดองย่อมจะมีความเป็นรูปธรรมรวดเร็วขึ้น 

Scribc/April 23th, 2012    

Categories: การเมือง | ป้ายกำกับ: ,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,, | ใส่ความเห็น

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.