มองว่าความเข้าใจประชาธิปไตยแตกต่างกันไม่เป็นผลดีต่อการเมืองการปกครองของไทย เพราะน่าจะมีส่วนทำให้(1)เกิดรัฐประหารบ่อยๆเฉลี่ยประมาณ7ปีต่อครั้ง แต่ละครั้งจะถือโอกาสร่างรัฐธรรมนูญกำหนดแนวทางการเมืองการปกครองตามแนวคิดของตนได้ (2)ผลิตรัฐธรรมนูญออกมาใช้จำนวนมากเฉลี่ยประมาณ4ปีต่อฉบับ อย่างไรก็ดี มีข้อน่าสังเกตว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับ แม้มีสาระสำคัญและรายละเอียดแตกต่างกัน แต่ใช้ชื่อ“ประชาธิปไตย”ได้หมด จึงมองว่าความเข้าใจประชาธิปไตยแตกต่างกันน่าจะมีส่วนทำให้ประเทศไทยผลิตรัฐธรรมนูญออกมาใช้ถึง20ฉบับในช่วงเวลา86ปี นับแต่มีรัฐประหารครั้งแรกเมื่อ24มิถุนายน2475 และมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่27เดือนปีเดียวกัน ที่สำคัญ ความแตกแยกทางความคิดประชาธิปไตยน่าจะมีส่วนทำให้การเมืองการปกครองของไทยไม่อาจพัฒนาสู่การมีรัฐบาลของประชาชน(democracy)ได้ทั้งระบบอีกด้วย หากสภาพนี้ยังดำรงอยู่ จะผลิตรัฐธรรมนูญออกมาใช้อีกนับร้อยนับพันฉบับ ประชาธิปไตยย่อมมีไม่ได้ เนื่องจากประชาธิปไตยกับรัฐบาลของประชาชนต้องเกิดและพัฒนาเดินหน้าไปด้วยกันนั่นเอง
แต่จะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนทุกระดับทุกประเภททุกฝ่าย นักการเมือง และประชาชนเข้าใจประชาธิปไตยตรงกันหรืออย่างน้อยใกล้เคียงกันให้ได้รวดเร็ว มองว่าการให้นิยามของประชาธิปไตยต้องครอบคลุมองค์ประกอบของรัฐเอกราชที่เป็นรัฐยุคใหม่ ซึ่งโดยหลักสากลประกอบด้วยดินแดนรัฐมีขอบเขตชัดเจน อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน ประชาชนทั่วไปของรัฐ และมีรัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน
ดังนั้น ประชาธิปไตยน่าจะมีนิยามว่า “ประชาธิปไตย คืออำนาจสูงสุดทางการเมืองการปกครองซึ่งรัฐบาลของประชาชน(democracy)เป็นผู้ใช้ภายในเขตดินแดนรัฐเอกราช” เพราะประชาธิปไตยเป็นคำประเภทแนวคิด(concept) เพื่อให้มีความชัดเจนและเข้าใจตรงกันหรือใกล้เคียงกันให้มากที่สุด จึงต้องกำหนดกรอบแนวคิด(conceptual framework)ครอบคลุมองค์ประกอบของความเป็นรัฐเอกราช จะได้ไม่มองประชาธิปไตยต่างกันคนละทิศคนละทาง เพียงแต่อาจมีรายละเอียดต่างกันบ้าง มากหรือน้อยเป็นธรรมดา ไม่ถึงกับเป็นอุปสรรคสร้างรัฐบาลของประชาชนและประชาธิปไตย

อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า 1)รัฐบาลของประชาชนหรือdemocracyไม่ได้หมายความแต่เพียงคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ด้านบริหารอย่างที่นิยมเรียกกัน แต่รวมถึงรัฐสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติ และศาลทำหน้าที่ตัดสินชี้ขาดคดีความด้วย ซึ่งองค์กรและบุคคลเหล่านี้โดยหลักแล้วมีฐานะเป็นผู้แทนประชาชนทั่วไปของรัฐ ไม่ใช่ผู้แทนของคนใดกลุ่มชนใดกลุ่มอาชีพใดหรือชนชั้นใดในรัฐ
2)ประชาชนทั่วไปของรัฐ หมายความว่าผู้คนทั้งหลายที่มีฐานะเท่าเทียมกันเป็นหลัก ไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจหน้าที่เหนือประชาชน เช่น ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐในขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ทหารในขณะติดอาวุธตามหน้าที่(โดยหลักสากลประชาชนที่ติดอาวุธไม่ถือว่าเป็นประชาชนอีกต่อไป แต่อาจอยู่ในฐานะทหาร หากเป็นเจ้าหน้าที่ทหารในรูปแบบต่างๆของรัฐ อาจอยู่ในฐานะผู้ก่อการร้ายหรือฐานะกบฎ) อย่างไรก็ตาม ทหารอาจเปลี่ยนฐานะเป็นกบฎได้ หากใช้อาวุธดำเนินการล้มล้างรัฐบาล แต่ปรกติเจ้าหน้าที่รัฐทุกประเภท(รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร)ในอีกฐานะหนึ่งเป็นประชาชนทั่วไปของรัฐ
3)ความเป็นผู้แทนของประชาชนเกิดจากหลักการตรวจสอบโดยประชาชน ซึ่งมี2ลักษณะ (1)การตรวจสอบโดยตรงหรือทางอ้อม ด้วยวิธีเลือกตั้งทั่วไปโดยตรงหรือเลือกตั้งทางอ้อม (2)ใช้วิธีให้ความเห็นชอบโดยตรงหรือทางอ้อม
สำหรับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ประชาชนอาจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาโดยตรง การเลือกตั้งหัวหน้าฝ่ายบริหารโดยตรง หรือทางอ้อมโดยสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือกตั้ง
ส่วนฝ่ายตุลาการนั้น ประชาชนไม่อาจตรวจสอบความรู้ด้านกฎหมายของผู้สมัครได้โดยตรง ต้องใช้ตุลาการผู้มีความรู้และประสบการณ์ตรวจสอบ แต่ประชาชนต้องให้ความเห็นชอบในการดำรงตำแหน่ง ซึ่งอาจให้ความเห็นชอบโดยตรงหรือให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบก็ได้ เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติด้านความน่าไว้วางใจในการทำหน้าที่ตุลาการ เมื่อตุลาการได้ปฏิบัติหน้าที่จนครบช่วงเวลาที่กำหนด นอกจากนั้น การมีระบบลูกขุน(เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร) หรือมีคนธรรมดาเข้าร่วมกับตุลาการอาชีพพิจารณาพิพากษาคดี(เช่น ในประเทศญี่ปุ่น) มองว่าการให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าไปตรวจสอบตุลาการขณะปฏิบัติหน้าที่ แม้ไม่ได้ทำทุกคดี แต่มีส่วนทำให้ฝ่ายตุลาการมีความเป็นผู้แทนของประชาชนมากขึ้น เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ความเป็นผู้แทนจริงๆของรัฐบาลของประชาชน ไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย เพราะ (1)รัฐต้องมีรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาสนับสนุนประชาธิปไตยและรัฐบาลของประชาชนสอดคล้องต้องกันชัดเจนตรงประเด็น (2)ประชาชนผู้อาสาสมัคร ไม่ว่าในนามพรรคการเมืองก็ดี ในนามตนเองก็ดี ต้องทำหน้าที่ให้ความรู้ความเข้าใจนโยบายของตนแก่ประชาชน และไม่ทำตัวเป็นผู้ทรงอิทธิพลเหนือประชาชน แต่ต้องให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและตัดสินใจเลือกนโยบายได้อย่างอิสระ โดยทำตัวเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไป (3)กฎหมายและผู้กำกับดูแลต้องไม่เปิดช่องให้ผู้ทรงอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจหน้าที่เหนือประชาชน ดำเนินการจูงใจในทางที่ผิด เช่น ซื้อเสียง ข่มขู่ ใช้ระบบอุปถัมภ์ ฯลฯ เพราะจะทำให้ประชาชนไม่มีอิสระในการตัดสินใจ และต้องจมปลักอยู่ใต้รัฐบาลของผู้ทรงอิทธิพล หรืออยู่ใต้รัฐบาลของกลุ่มชน กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มค้ำชูพวกพ้องญาติสนิทมิตรสหายสบายกันไป สังคมการเมืองที่มีรัฐบาลลักษณะนี้ ชี้ชัดว่าไม่มีประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยกับรัฐบาลของประชาชนต้องเกิดขึ้นพร้อมๆกัน เกิดก่อนหลังกันไม่ได้ จึงเป็นธรรมดาที่ประชาธิปไตยมีไม่ได้ ตราบใดที่ไม่มีรัฐบาลของประชาชน เช่น สยามประเทศมีแต่รัฐบาลของผู้ทรงอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจเหนือประชาชนตลอดมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปัจจุบัน การหาประชาธิปไตยจึงทำได้แค่ค้นตำรา
แต่อย่างไรก็ตาม สยามประเทศ มีรัฐประหารครั้งแรกเมื่อ24มิถุนายน2475 แม้มีความคิดประชาธิปไตยปรากฎในรัฐธรรมนูญฉบับแรก แต่เมื่อไม่มีรัฐบาลของประชาชน เพราะประชาชนไม่รู้เรื่อง ประชาชนเป็นเพียงฝ่ายถูกอ้างให้คณะผู้ก่อการดูดีดูขลัง ในชื่อคณะราษฎร (มีข้อน่าสังเกตว่า วิธีการตั้งชื่อทำนองนี้ พรรคการเมืองซึ่งเกิดขึ้นเหมือนดอกเห็ดได้นำมาใช้ตั้งชื่อพรรคของตน แต่การกระทำเพื่อประชาชนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คงต้องดูผลงานและพฤติกรรมการใช้อำนาจทางการเมืองการปกครองเป็นสำคัญ) ประชาธิปไตยจึงเป็นเพียงความคิด และมีอันต้องยุติไปอย่างสิ้นเชิง เดินต่อไม่ได้เนื่องจากมี(1)ความแตกต่างทางความคิดประชาธิปไตยในระหว่างผู้เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองระดับสูงในช่วงเวลานั้น (2)การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่สองเมื่อ10ธันวาคมปีเดียวกัน รวมเวลาที่คณะราษฎรดำรงความคิดประชาธิปไตยในมุมมองของตนไว้ได้เพียง5เดือน13วัน ทำอะไรไม่ได้ อีกทั้งแสดงให้เห็นว่า ขาดยุทธศาสตร์ ขาดความรอบคอบ และใช้ยุทธวิธีผิดพลาด เพราะประชาชนทั่วไปยังไม่พร้อมที่จะมีส่วนร่วมสร้างรัฐบาลของประชาชนนั่นเอง รัฐธรรมนูญฉบับแรกมีข้อความยืนยันความไม่พร้อมนี้ชัดเจน รัฐบาลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่รัฐบาลของประชาชน และมีลักษณะนี้สืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น หากมองในแง่การก่อกำเนิดและริเริ่มพัฒนาประชาธิปไตยในแนวคิดของคณะราษฎร รัฐประหารครั้งแรกเสียของ เพราะแม้มีความคิดดี จริงใจ กล้าหาญ แต่ทำผิดวิธีย่อมก่อความเสียหายต่อเนื่องยาวนานได้
ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆมาจนถึงฉบับปัจจุบัน(ฉบับที่20)เหมือนลอกกันต่อๆมา แม้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง แต่ประชาธิปไตยยังคงเป็นเพียงชื่อเรียกขานให้รัฐธรรมนูญดูดีแค่นั้นเอง เพราะเนื้อหาสำคัญมีส่วนที่ไม่ใช่ ไม่สอดคล้องกับชื่อ ที่สำคัญต่อมามีการมองข้ามหลักการสำคัญเพิ่มขึ้น เช่น มีนิรโทษกรรมการทำรัฐประหารไว้ด้วย ความเป็นรัฐธรรมนูญของประเทศจึงหดหายหมดสิ้น ใครมีอำนาจอาวุธจึงทำรัฐประหารตั้งรัฐบาลของตนเองได้ และฝ่ายตุลาการยอมรับ เรื่องผิดกฎหมายและขัดรัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นหลักและวิธีการพิเศษในการแก้ปัญหาของประเทศและการเปลี่ยนรัฐบาลในส่วนของคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา มองว่าน่าจะมีส่วนทำให้เจ้าหน้าที่รัฐชั้นผู้ใหญ่หลายคนหลายประเภทแทบทุกฝ่ายรวมทั้งพระชั้นสูงตามกฎหมายสงฆ์หลายรูปด้อยประสิทธิภาพและคุณธรรม มีข่าวคดีคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นแพร่หลายทั่วประเทศ เกิดปรากฎการณ์นักการเมืองด้อยคุณภาพอุดมการณ์เสื่อมถอยพร้อมกับความชรามีเพิ่มแต่ตายยาก ในขณะที่นักการเมืองรุ่นใหม่(ผู้คนทุกวัยที่มีความคิดก้าวหน้าทันยุคสมัยหรืออาจมีผู้ก้าวล้ำยุคไปไกลแล้วก็ได้) ยังไม่ทันมีบทบาท รัฐธรรมนูญไทยกลับถอยหลังย้อนยุคไปไกลกู่กลับยากเสียแล้ว อีกทั้งมีรัฐธรรมนูญประเภท two in one หรือเหมือนมีสองรัฐบาลพร้อมกันได้ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียว ตามด้วยเสียงวิจารณ์กันว่า แก้ไขยากกว่าเคลื่อนย้ายบ้านพักตุลาการทั้งหลังออกจากป่าแหว่งเชิงดอยสุเทพไปไว้บนพื้นราบหลายเท่า แต่สำหรับผู้เก่งกล้าอาจรู้ช่องทางและมองว่าไม่ยากก็ได้ใครจะไปรู้
เพราะฉะนั้น อย่าถามว่าตั้งแต่รัฐประหารครั้งแรกถึงปัจจุบัน(86ปีแล้ว) ประเทศไทยมีประชาธิปไตยสมบูรณ์หรือยัง เพราะประชาธิปไตยจริงๆยังเกิดไม่ได้เลย จะเอามาจากไหนไปพัฒนาให้สมบูรณ์ แต่ถ้าต้องการหาคำตอบที่ตรงประเด็น เนื่องจากประเทศใดจะเป็นประชาธิปไตยได้ ทุกคนต้องร่วมมือกัน โดยเข้าใจประชาธิปไตยให้ตรงกันหรืออย่างน้อยใกล้เคียงกันให้มากที่สุดก่อน ดังนั้น จึงน่าจะถามใหม่ว่า เมื่อใดหรืออีกนานเท่าไรด้วยเงื่อนไขใด เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนทุกระดับทุกประเภททุกฝ่าย นักการเมือง และประชาชนจึงจะเข้าใจประชาธิปไตยอย่างน้อยใกล้เคียงกันให้ได้รวดเร็ว ว่าประชาธิปไตยคืออะไรแน่ ส่วนผมเลือกคำนิยามตามที่กล่าวมาข้างต้นครับ
รศ.พรชัย รัศมีแพทย์……ผู้เขียน